คิดถึง Blog มากๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่วประเทศช่วงสงกรานต์ปีนี้ เป็นอีก ประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำจริงๆ ทำให้เป็นวันหยุดสงกรานต์ที่นานที่สุดในชีวิตเลย เอาล่ะ ไม่อยากพูดมากละ วันนี้เรามาคุยเรื่อง Phonics กันต่อดีกว่า เอ ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ เสียง ch นี่เอง
เสียง ch จะเป็นเสียง เชอะ ( สั้นและหนัก ) ซึ่งต่างกับเสียง sh คือเสียง ชู ( ยาวและเบา ) อย่างที่เราทำกันในห้องเรียน พูดง่ายๆก็คือ เสียง Ch เทียบได้ประมาณกับเสียง ช ช้าง หรือ ฉ ฉิ่ง ในภาษาไทย แต่เสียง Sh จะคล้ายกับเสียง ชชชชช เวลาที่เราพาเด็กไปฉี่ แล้วทำเสียงแบบนั้น ยังไงยังงั้นเลย
ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ
chew ( ชู ) shoe ( ชชู )
cheap ( ชีพพ ) sheep ( ชชีพพ )
chair ( แชร์ ) share ( แชชร์ )
change ( เชนจ ) shape ( เชชพพ )
cheese ( ชีส ) sheet ( ชชีทท )
ส่วน เสียงph นั้น อาจพูดได้ว่าเสียงของ ph กับ f ( เฟอะ หรือ เฝอะ ) คือเสียงเดียวกัน ลองออกเสียงคำว่า phone ( โฟน ) photograph ( ฟ้อถอะกราฟ )
เสียง sq เสียงที่เปล่งออกมาจะเป็นเสียง สเควอะ ให้ทดลองออกเสียงคำเหล่านี้ เช่น squeeze ( สควีซซ ) squirrel ( สเควอเรล ) square ( สแควร์ ) squash ( สควอชช ) คำนี้อย่าลืมทำเสียง ชชช ยาวๆด้วยล่ะ 5555
อย่าลืมนะครับว่า คำเหล่านี้เวลาออกเสียง เราต้องออกเสียงทั้ง s และ q ซึ่งเราจะได้เสียงว่า สะ-เควอะ ของทุกๆ คำ สังเกตดูสิ Q กับ U ชอบอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 90 เลยแหละจะมีที่ไม่อยู่ติดกันน้อยมาก อย่างเช่นคำว่า Qantas ที่เป็นชื่อสายการบินไง แต่ยังไงซะ เราก็ออกเสียงว่า แควนทัส อยู่ดี
เสียง th ละ เจ้าเสียง th นี่มันเป็นเสียงที่เราไม่สามารถเทียบได้กับภาษาไทยได้เลย เพราะภาษาไทยเราไม่มีเสียงนี้ เหมือนกับ ภาษาอังกฤษไม่มีเสียง ง งู อ่ะ ดังนั้น ถ้าเราต้องการออกเสียง th ให้ถูกต้องนั้น ลิ้นของเราจะต้องอยู่ระหว่างฟันและมีลมแทรกผ่านออกมา ( อาจทำได้ยากหน่อย แต่ถ้าพยายามก็เห็นทำกันได้ทุกคน เสียงที่ได้คล้าย ด เด็ก ผสมกับ ท ทหาร ผสม กับ ส เสือ แหม ก็นะ พูดไปแลบลิ้นไ ปเสียงก็เลยเป็นแบบนี้แหละ 5555 เช่น Thursday thumb thing think thunder เป็นต้น
เหนื่อยละสิ คนเขียนก็เหนื่อยเหมือนกัน งั้นพอแค่นี้ก่อน นะ วันนี้ ยังไม่เข้าที่เลย หยุดมานาน 55555
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552
Basic Sentence Structure วันที่ 3 เมษายน 2552
วันนี้ ตอนแรก ตั้งใจว่าจะคุยเรื่อง Phonics ต่อจากคราวที่แล้ว แต่กลัวว่า นักเรียนในห้องจะเบื่อ ก็เลยเปลี่ยนแนวมาเรียน Grammar แบบง่ายๆ ดูบ้าง จริงๆแล้ว แบบทดสอบที่ใช้ในห้องไม่ได้เป็นของยากอะไรเลย ( อ๋อ ก็ใช่สิ ก็ครูเก่งแล้ว พวกคุณแอบคิดอย่างนี้ใช่มั๊ย ผมรู้ทัน 5555 ) ที่พูดว่าไม่ยาก ก็เพราะว่า มันเป็นแบบ Multiple Choices แถมวิธีการเลือกคำตอบก็ไม่ยุ่งยากเลย เราก็ใช้วิธีการตัดข้อผิดออก แป๊บเดียวก็จะเห็นว่า เจอข้อผิดเต็มเลย สุดท้ายข้อที่ถูกมันก็ผุดออกมาเอง แต่เอาล่ะ สำหรับ คนที่ยังไม่ค่อยมั่นใจ วันนี้ เราจะพูดแบบ ง่ายๆ สั้นๆ ก่อนก็แล้วกัน เนอะ จะได้ไม่หนักเกินไป
โครงสร้างประโยค ที่ใช้กับกริยาทั่วๆ ไป Present Simple Tense เป็นตามตารางนี้นะครับ

หมายเหตุ : เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ กริยาแท้ในประโยค ต้องเติม s หรือ es ส่วนการใช้ Do หรือ Does ขึ้นอยู่กับประธาน ถ้าประธานเป็น I, You, We, They หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Do หรือ don't ในประโยคปฏิเสธ แต่ถ้าประธานเป็น He, She, It หรือเอกพจน์ให้ใช้ Does หรือ doesn't ในประโยคปฏิเสธนะครับ
เราจะใช้ Tense นี้เมื่อกล่าวถึง
1. การกระทำ หรือ เหตุการณ์ที่เป็นความจริงเสมอ
The sun rises in the east.
The moon shines at night.
The earth goes round the sun.
Dog have four legs.
2. การกระทำที่ทำเป็นประจำ หรือเป็นนิสัย
The baby cries every night.
They do not walk to school every day.
ทีนี้ เราก็มาดูเรื่องกฎการเติม S ท้ายคำกริยา ถ้าเป็นกริยาทั่วไป ให้ +S เช่น eat – eats , work - works , know – knows , sit – sits เป็นต้น
แต่ถ้า เป็นคำกริยาที่ลงท้ายด้วย s, sh, ch, x, o ให้ +es เช่น pass- passes , teach – teaches , box- boxes ,push- pushes , go-goes เป็นต้น
ส่วนกริยาที่ลงท้ายด้วย y ถ้าหน้า y เป็นสระ ให้ +s ได้เลย เช่น say – says , Play – plays แต่ถ้าหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i ก่อนแล้วถึงเติม es เช่น fly – flies , cry – cries เป็นต้น
นี่แหละครับ เป็นการอธิบายที่ง่ายที่สุดแล้ว อ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ถามได้นะครับ ถ้าถามแล้วยังไม่เข้าใจ ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ สงสัยต้องตัวใครตัวมันแล้วนะครับ 555555
โครงสร้างประโยค ที่ใช้กับกริยาทั่วๆ ไป Present Simple Tense เป็นตามตารางนี้นะครับ
หมายเหตุ : เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ กริยาแท้ในประโยค ต้องเติม s หรือ es ส่วนการใช้ Do หรือ Does ขึ้นอยู่กับประธาน ถ้าประธานเป็น I, You, We, They หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Do หรือ don't ในประโยคปฏิเสธ แต่ถ้าประธานเป็น He, She, It หรือเอกพจน์ให้ใช้ Does หรือ doesn't ในประโยคปฏิเสธนะครับ
เราจะใช้ Tense นี้เมื่อกล่าวถึง
1. การกระทำ หรือ เหตุการณ์ที่เป็นความจริงเสมอ
The sun rises in the east.
The moon shines at night.
The earth goes round the sun.
Dog have four legs.
2. การกระทำที่ทำเป็นประจำ หรือเป็นนิสัย
The baby cries every night.
They do not walk to school every day.
ทีนี้ เราก็มาดูเรื่องกฎการเติม S ท้ายคำกริยา ถ้าเป็นกริยาทั่วไป ให้ +S เช่น eat – eats , work - works , know – knows , sit – sits เป็นต้น
แต่ถ้า เป็นคำกริยาที่ลงท้ายด้วย s, sh, ch, x, o ให้ +es เช่น pass- passes , teach – teaches , box- boxes ,push- pushes , go-goes เป็นต้น
ส่วนกริยาที่ลงท้ายด้วย y ถ้าหน้า y เป็นสระ ให้ +s ได้เลย เช่น say – says , Play – plays แต่ถ้าหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i ก่อนแล้วถึงเติม es เช่น fly – flies , cry – cries เป็นต้น
นี่แหละครับ เป็นการอธิบายที่ง่ายที่สุดแล้ว อ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ถามได้นะครับ ถ้าถามแล้วยังไม่เข้าใจ ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ สงสัยต้องตัวใครตัวมันแล้วนะครับ 555555
วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552
Pronouns 2 ( วันที่ 1 เมษายน 2552 )
มาต่อกันนะครับ จากคราวที่แล้ว
2. Possessive Pronouns ( สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ ) คือสรรพนามที่คนสื่อสาร ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่ง ได้แก่คำต่อไปนี้ครับ ( มี 6 ตัวนะครับ its ไม่มีนะครับ )
mine, yours, ours, theirs , his, hers
The thickest book is mine. หนังสือเล่มที่หนาที่สุดเป็นของฉัน
This vase is yours. แจกันใบนี้เป็นของคุณ
My parcel is coming today, Theirs will be delivered tomorrow. พัสดุของฉันจะมาถึงวันนี้ แต่ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
There are many balls in this room, Ours is the green one on the table . มีลูกบอลเยอะแยะเลยในห้องนี้ ของพวกเราคือลูกบอลสีเขียวลูกนั้นที่อยู่บนโต๊ะ
จะเห็นได้ว่า possessive pronouns มีความหมายเหมือนกับ possessive adjectives grup’แต่หลักการใช้ต่างกันตรงที่ possessive pronouns จะไม่มีคำนามมาต่อท้ายแล้ว ส่วน possessive adjectives จะต้องมีคำนามมาต่อท้ายเสมอ เช่น
This is my house.
นี่คือบ้านของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย house )
This house is mine.
บ้านนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement) ของคำกริยา is ไม่ต้องมีคำนามอะไรมาต่อท้ายอีกแล้ว)
วันนี้ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ให้คิดมากมาย แค่จำให้ได้ก็พอ ส่วนใหญ่เรามักจะเผลออ่ะครับ 55555
2. Possessive Pronouns ( สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ ) คือสรรพนามที่คนสื่อสาร ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่ง ได้แก่คำต่อไปนี้ครับ ( มี 6 ตัวนะครับ its ไม่มีนะครับ )
mine, yours, ours, theirs , his, hers
The thickest book is mine. หนังสือเล่มที่หนาที่สุดเป็นของฉัน
This vase is yours. แจกันใบนี้เป็นของคุณ
My parcel is coming today, Theirs will be delivered tomorrow. พัสดุของฉันจะมาถึงวันนี้ แต่ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
There are many balls in this room, Ours is the green one on the table . มีลูกบอลเยอะแยะเลยในห้องนี้ ของพวกเราคือลูกบอลสีเขียวลูกนั้นที่อยู่บนโต๊ะ
จะเห็นได้ว่า possessive pronouns มีความหมายเหมือนกับ possessive adjectives grup’แต่หลักการใช้ต่างกันตรงที่ possessive pronouns จะไม่มีคำนามมาต่อท้ายแล้ว ส่วน possessive adjectives จะต้องมีคำนามมาต่อท้ายเสมอ เช่น
This is my house.
นี่คือบ้านของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย house )
This house is mine.
บ้านนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement) ของคำกริยา is ไม่ต้องมีคำนามอะไรมาต่อท้ายอีกแล้ว)
วันนี้ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ให้คิดมากมาย แค่จำให้ได้ก็พอ ส่วนใหญ่เรามักจะเผลออ่ะครับ 55555
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
ฝึก Listening ยังไงดีถึงจะเข้าใจภาษาอังกฤษ ( 30 มีนาคม 2552 )
ปัญหาหนึ่งที่มีนักเรียนถามมากที่สุด คือคำถามที่ว่า จะฝึก Listening ยังไงดีน๊า ถึงจะฟังฝรั่งพูดรู้เรื่องซักที เออ แล้วจะฝึก Listening ได้ที่ไหนบ้างหนอจะได้เก่ง Listening กะเค้าบ้าง ฯลฯ
วันนี้ก็โดนถามอีกแล้ว ว่าทำไงถึงจะเก่งภาษาอังกฤษ วันนี้ก็ขอเริ่มต้นแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา หลักง่ายๆที่ผมใช้คือหลักของพระพุทธเจ้านะครับ คือให้หลัก อิทธิบาท 4 จริงๆแล้วก็เป็นหลักสากลในการที่จะทำทุกสิ่งให้สำเร็จนะครับ หลักง่ายๆมี ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นๆ วิริยะ ความพากเพียรทำในสิ่งนั้นๆ จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นๆ วิมังสา คือ ความหมั่นความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน แค่ข้อแรก เราก็แย่แล้ว เพราะว่า ลองถามตัวเองดูสิ ว่า เรามีความพอใจรักใคร่ในภาษาอังกฤษ หรือ อยากเก่งมากแค่ไหน ถ้าอยากเก่งมาก แต่เอาใจใส่น้อย ให้ความสำคัญน้อย โอกาสสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ก็คงไม่ง่าย เพราะมันไม่สอดคล้องกับหลักการ ทุกวันนี้ เท่าที่ผมสังเกต จะเป็นแบบที่ว่านี่แหละครับ คือ อยากให้เก่งมากๆ พูดเป็นไฟ โต้ตอบได้ ฉับไว พึ่บพั่บๆ มีแต่ความอยากแต่ไม่ลงทุน อยากให้มีสูตรสำเร็จ ที่เก่งได้ในสามวันเจ็ดวัน บอกได้เลยว่า ยากส์ ดังนั้นขอให้ใช้หลักอิทธิบาทสี่ของพระพุทธเจ้า ที่ใช้กันมาหลายพันปีนี่แหละ ดีที่สุด ไม่อยากพูดมากเดี๋ยวจะกลายเป็นบรรยายธรรมมะไป 5555 เอาเป็นว่า ขอให้ข้อแรกกะ ข้อสองให้ผ่านก่อนเหอะ ขอเหอะนะ ลงทุนกันหน่อย คนที่เค้าเก่งๆ เค้าก็ลงทุน ลงเวลากันทั้งนั้นแหละ
เอาล่ะ มาที่คำถามว่าแล้วจะฝึก Listening ได้ที่ไหนบ้าง คำตอบก็คือ เราสามารถ ฝึกได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะฝึกรึเปล่า อย่างเช่น ลองฟังรายการข่าวที่พูดเป็นภาษาอังกฤษ หรือ โทรหาเพื่อนแล้วคุยกันเป็นภาษาอังกฤษจนวางสาย ก็ถือว่าฝึกแล้ว ( อ้อ ไม่ต้องโทรมาหาผมนะครับ 55555 ล้อเล่น ครับ โทรมาได้เลย ) พูดง่ายๆก็คือ ฝึกมันทุกอย่างนั่นแหละ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ก่อนอย่าง ฟังเพลง ดูหนัง ดูข่าว ภาษาอังกฤษเยอะ ๆ ฟังบ่อย ๆ ให้คุ้นหู หรือลองเข้าเว็บต่างประเทศบ่อย ๆ ( อันนี้ คงไม่ต้องสอน เพราะพวกเราคงเข้าบ่อยอยู่แล้ว สารภาพเลยว่า ตัวผมเองที่เก่งได้ส่วนหนึ่งคือ เข้าเวป ทีนี้ พอเจอคำแปลกเราๆก็อยากอ่านรู้เรื่อง ก็เลยขยันเปิดดิก เปิดไปเปิดมา คำศัพท์เต็มหัวเลย ทีนี้ก็ไม่ต้องเปิดศัพท์อีกต่อไป ตอนนี้ แทบไม่ค่อยได้ใช้ดิกเลย แต่ไม่ได้แปลว่า รู้ทุกอย่างนะครับ เป็นไปไม่ได้ แต่เปิดนอยลง เพราะว่า พอนานๆไป เราจะรู้เลยว่า เราไม่ต้องเปิดดิกทุกครั้งเราก็สามารถเข้าใจได้ โดยการเดาศัพท์จากคำรอบๆ แล้วไว้จะเล่าเรื่องการเทคนิคอ่านหนังสือพิมพ์อีกทีครับ ) ดู TV หรือ ดูภาพยนตร์ sound track ก็ช่วยได้ อย่างตัวผมเองกว่าจะเก่งได้ หมดเงินค่าดูหนังไปเป็นแสนแล้ว ผมดูแทบทุกเรื่องเลย ( พูดจริงๆนะ อ้อ แนะนำให้ดูหนังโรแมนติกหรือ แนว ดราม่าเบาๆ ก่อน เพราะว่า พูดกันช้าๆ เข้าใจง่าย อย่าเพิ่งไปดูแนว แอคชั่น สงคราม หรือ แนวทนาย สืบสวน สอบสวนเด็ดขาดเชียว พูดเร็วอย่างกะปืนกล ฟังไม่ทันแล้วจะพาลท้อไปซะก่อน 5555 ) อีกอันที่น่าสนใจคือ การดูช่อง Shopping ทางเคเบิล TV เพราะโฆษณาแวนี้ มักจะมีการใช้คำสละสลวยตรงประเด็นและเข้าใจง่าย
บางคนอ่านหนังสือที่สอนภาษาอังกฤษแล้วไม่รู้เรื่อง ฟังโทรทัศน์ วิทยุก็ไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ผมว่า อย่าไปโทษใครเลย เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวเราจะฝึกพูดหมั่นซ้อมและพัฒนาภาษาของเรารึเปล่า (ผมว่าทุกคนก็คิดได้แบบนี้นะ แต่ไม่ยักทำสักที 5555 ) โอ้โฮ บางคนลงทุนไปเรียนที่แพง ๆ ดัง ๆ เจอแต่คนเก่ง ๆ ( เน่าเลย ) เซ็งปนเศร้า เพราะดันไปเปรีบเทียบ ตัวเรา ณ วันนี้ กับเค้า ( ผู้ซึ่งน่าจะฝึกมานานแล้ว แล้วก็พาลไม่อยากไปเรียน เลยพูดไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง เสียเงินเปล่า ๆ ) ผมว่าไม่แฟร์ ลองใช้จินตนาการที่ผมแนะนำมาตลอดว่า เออ ซักวันนึง ฉันจะต้องเก่งแบบเธอให้ได้เลย เอาเค้าเป็นตัวอย่าง มองให้เห็นตัวเราในอนาคตที่สามารถพูดได้แบบนั้น แล้วเปรียบเทียบกับคนอื่น แบบนี้ถึงจะมีสิทธิ์ สำเร็จ และมีไฟ ไม่ท้อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ดีที่สุด คือหาโอกาสไปคุยกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ หรือ เจ้าของภาษาโดยตรงก็ได้ นี่แหละเป็นวิธีการฝึกฝนที่ดีที่สุด แหม ไม่อยากจะคุยกับมันเลย เราโง่ภาษาอังกฤษจะตาย ฝรั่งก็มาชวนคุยอยู่ได้ ต้องจำใจคุยด้วยแบบงู ๆ ปลา ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เชื่อมั๊ย บ่อย ๆ เข้าเราก็เริ่มชินและกล้าพูดจนได้ ในชั้นเรียนนั่นแหละ เวลาให้พูดอะไรก็พูดไปเหอะ ผิดถูกก็ช่างมันปะไร ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่เรา ใครมันจะเก่งตั้งแต่เกิด พูดๆไป ไม่นานก็พูดได้เอง จริงๆนะ
มาถึงคำถามที่ว่า ทำยังไงถึงจะเก่ง Listening ก็ทำมันทุกอย่างที่บอกมาทั้งหมดนั่นแหละ และต้องทำใจด้วย ทำใจในที่นี้ก็คือ ทำใจให้กล้า กล้าเริ่มต้น กล้าหน้าแตก กล้าโง่ (กล้าถามไง 5555 ) หลาย ๆ อย่าง เริ่มที่เราตั้งใจ ตั้งใจ และตั้งใจ รวมทั้ง ซ้อม ซ้อม และซ้อม ( กลับมา อิทธิบาท สี่ อีกละ ทีนี้เราก็ต้องคอยบอก และให้กำลังใจตัวเองด้วยนะ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น เอ๊ย ไม่ใช่ ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้น อย่าหยุดพยายาม นะครับ )
สรุปทั้งหมดที่ว่ามา ผมว่านะ หาแฟนฝรั่งซักคน 55555 หมดเรื่อง อ้อ ก่อนจบ ผมมี ไฟล์มาฝาก เพื่อทดสอบการฟัง อาจง่ายไปซักนิด แต่ลองฟังดูก่อน มีแบบทดสอบให้ด้วยจะได้รู้ว่า เราฟังรู้เรื่องมั๊ยตามนี้นะครับ
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cca87d30f5952ffe9ce018c8114394287
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cbe71c3d85ff9f198ce018c8114394287
มีสองเวอร์ชั่นนะครับ ลองฟังดู แล้วอย่าลืม โหลดแบบฝึกหัดมาลองทำด้วย จะได้เข้าใจยิ่งขึ้นครับ
วันนี้ก็โดนถามอีกแล้ว ว่าทำไงถึงจะเก่งภาษาอังกฤษ วันนี้ก็ขอเริ่มต้นแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา หลักง่ายๆที่ผมใช้คือหลักของพระพุทธเจ้านะครับ คือให้หลัก อิทธิบาท 4 จริงๆแล้วก็เป็นหลักสากลในการที่จะทำทุกสิ่งให้สำเร็จนะครับ หลักง่ายๆมี ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นๆ วิริยะ ความพากเพียรทำในสิ่งนั้นๆ จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นๆ วิมังสา คือ ความหมั่นความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน แค่ข้อแรก เราก็แย่แล้ว เพราะว่า ลองถามตัวเองดูสิ ว่า เรามีความพอใจรักใคร่ในภาษาอังกฤษ หรือ อยากเก่งมากแค่ไหน ถ้าอยากเก่งมาก แต่เอาใจใส่น้อย ให้ความสำคัญน้อย โอกาสสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ก็คงไม่ง่าย เพราะมันไม่สอดคล้องกับหลักการ ทุกวันนี้ เท่าที่ผมสังเกต จะเป็นแบบที่ว่านี่แหละครับ คือ อยากให้เก่งมากๆ พูดเป็นไฟ โต้ตอบได้ ฉับไว พึ่บพั่บๆ มีแต่ความอยากแต่ไม่ลงทุน อยากให้มีสูตรสำเร็จ ที่เก่งได้ในสามวันเจ็ดวัน บอกได้เลยว่า ยากส์ ดังนั้นขอให้ใช้หลักอิทธิบาทสี่ของพระพุทธเจ้า ที่ใช้กันมาหลายพันปีนี่แหละ ดีที่สุด ไม่อยากพูดมากเดี๋ยวจะกลายเป็นบรรยายธรรมมะไป 5555 เอาเป็นว่า ขอให้ข้อแรกกะ ข้อสองให้ผ่านก่อนเหอะ ขอเหอะนะ ลงทุนกันหน่อย คนที่เค้าเก่งๆ เค้าก็ลงทุน ลงเวลากันทั้งนั้นแหละ
เอาล่ะ มาที่คำถามว่าแล้วจะฝึก Listening ได้ที่ไหนบ้าง คำตอบก็คือ เราสามารถ ฝึกได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะฝึกรึเปล่า อย่างเช่น ลองฟังรายการข่าวที่พูดเป็นภาษาอังกฤษ หรือ โทรหาเพื่อนแล้วคุยกันเป็นภาษาอังกฤษจนวางสาย ก็ถือว่าฝึกแล้ว ( อ้อ ไม่ต้องโทรมาหาผมนะครับ 55555 ล้อเล่น ครับ โทรมาได้เลย ) พูดง่ายๆก็คือ ฝึกมันทุกอย่างนั่นแหละ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ก่อนอย่าง ฟังเพลง ดูหนัง ดูข่าว ภาษาอังกฤษเยอะ ๆ ฟังบ่อย ๆ ให้คุ้นหู หรือลองเข้าเว็บต่างประเทศบ่อย ๆ ( อันนี้ คงไม่ต้องสอน เพราะพวกเราคงเข้าบ่อยอยู่แล้ว สารภาพเลยว่า ตัวผมเองที่เก่งได้ส่วนหนึ่งคือ เข้าเวป ทีนี้ พอเจอคำแปลกเราๆก็อยากอ่านรู้เรื่อง ก็เลยขยันเปิดดิก เปิดไปเปิดมา คำศัพท์เต็มหัวเลย ทีนี้ก็ไม่ต้องเปิดศัพท์อีกต่อไป ตอนนี้ แทบไม่ค่อยได้ใช้ดิกเลย แต่ไม่ได้แปลว่า รู้ทุกอย่างนะครับ เป็นไปไม่ได้ แต่เปิดนอยลง เพราะว่า พอนานๆไป เราจะรู้เลยว่า เราไม่ต้องเปิดดิกทุกครั้งเราก็สามารถเข้าใจได้ โดยการเดาศัพท์จากคำรอบๆ แล้วไว้จะเล่าเรื่องการเทคนิคอ่านหนังสือพิมพ์อีกทีครับ ) ดู TV หรือ ดูภาพยนตร์ sound track ก็ช่วยได้ อย่างตัวผมเองกว่าจะเก่งได้ หมดเงินค่าดูหนังไปเป็นแสนแล้ว ผมดูแทบทุกเรื่องเลย ( พูดจริงๆนะ อ้อ แนะนำให้ดูหนังโรแมนติกหรือ แนว ดราม่าเบาๆ ก่อน เพราะว่า พูดกันช้าๆ เข้าใจง่าย อย่าเพิ่งไปดูแนว แอคชั่น สงคราม หรือ แนวทนาย สืบสวน สอบสวนเด็ดขาดเชียว พูดเร็วอย่างกะปืนกล ฟังไม่ทันแล้วจะพาลท้อไปซะก่อน 5555 ) อีกอันที่น่าสนใจคือ การดูช่อง Shopping ทางเคเบิล TV เพราะโฆษณาแวนี้ มักจะมีการใช้คำสละสลวยตรงประเด็นและเข้าใจง่าย
บางคนอ่านหนังสือที่สอนภาษาอังกฤษแล้วไม่รู้เรื่อง ฟังโทรทัศน์ วิทยุก็ไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ผมว่า อย่าไปโทษใครเลย เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวเราจะฝึกพูดหมั่นซ้อมและพัฒนาภาษาของเรารึเปล่า (ผมว่าทุกคนก็คิดได้แบบนี้นะ แต่ไม่ยักทำสักที 5555 ) โอ้โฮ บางคนลงทุนไปเรียนที่แพง ๆ ดัง ๆ เจอแต่คนเก่ง ๆ ( เน่าเลย ) เซ็งปนเศร้า เพราะดันไปเปรีบเทียบ ตัวเรา ณ วันนี้ กับเค้า ( ผู้ซึ่งน่าจะฝึกมานานแล้ว แล้วก็พาลไม่อยากไปเรียน เลยพูดไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง เสียเงินเปล่า ๆ ) ผมว่าไม่แฟร์ ลองใช้จินตนาการที่ผมแนะนำมาตลอดว่า เออ ซักวันนึง ฉันจะต้องเก่งแบบเธอให้ได้เลย เอาเค้าเป็นตัวอย่าง มองให้เห็นตัวเราในอนาคตที่สามารถพูดได้แบบนั้น แล้วเปรียบเทียบกับคนอื่น แบบนี้ถึงจะมีสิทธิ์ สำเร็จ และมีไฟ ไม่ท้อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ดีที่สุด คือหาโอกาสไปคุยกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ หรือ เจ้าของภาษาโดยตรงก็ได้ นี่แหละเป็นวิธีการฝึกฝนที่ดีที่สุด แหม ไม่อยากจะคุยกับมันเลย เราโง่ภาษาอังกฤษจะตาย ฝรั่งก็มาชวนคุยอยู่ได้ ต้องจำใจคุยด้วยแบบงู ๆ ปลา ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เชื่อมั๊ย บ่อย ๆ เข้าเราก็เริ่มชินและกล้าพูดจนได้ ในชั้นเรียนนั่นแหละ เวลาให้พูดอะไรก็พูดไปเหอะ ผิดถูกก็ช่างมันปะไร ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่เรา ใครมันจะเก่งตั้งแต่เกิด พูดๆไป ไม่นานก็พูดได้เอง จริงๆนะ
มาถึงคำถามที่ว่า ทำยังไงถึงจะเก่ง Listening ก็ทำมันทุกอย่างที่บอกมาทั้งหมดนั่นแหละ และต้องทำใจด้วย ทำใจในที่นี้ก็คือ ทำใจให้กล้า กล้าเริ่มต้น กล้าหน้าแตก กล้าโง่ (กล้าถามไง 5555 ) หลาย ๆ อย่าง เริ่มที่เราตั้งใจ ตั้งใจ และตั้งใจ รวมทั้ง ซ้อม ซ้อม และซ้อม ( กลับมา อิทธิบาท สี่ อีกละ ทีนี้เราก็ต้องคอยบอก และให้กำลังใจตัวเองด้วยนะ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น เอ๊ย ไม่ใช่ ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้น อย่าหยุดพยายาม นะครับ )
สรุปทั้งหมดที่ว่ามา ผมว่านะ หาแฟนฝรั่งซักคน 55555 หมดเรื่อง อ้อ ก่อนจบ ผมมี ไฟล์มาฝาก เพื่อทดสอบการฟัง อาจง่ายไปซักนิด แต่ลองฟังดูก่อน มีแบบทดสอบให้ด้วยจะได้รู้ว่า เราฟังรู้เรื่องมั๊ยตามนี้นะครับ
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cca87d30f5952ffe9ce018c8114394287
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cbe71c3d85ff9f198ce018c8114394287
มีสองเวอร์ชั่นนะครับ ลองฟังดู แล้วอย่าลืม โหลดแบบฝึกหัดมาลองทำด้วย จะได้เข้าใจยิ่งขึ้นครับ
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552
Phonics วันที่ 27 มีนาคม 2552
เอ้า มาต่อจากคราวที่แล้วกันนะครับ พวกเรา วันนี้เราก็จะคุยเรื่อง Phonics ว่าด้วยเสียง พยัญชนะ Consonants
ต่อครับ
เสียง S s ลองออกเสียงคำว่า sail soap sad sun sit sand ดูนะครับ เสียงตัว S ที่เราได้ยิน คือ ซือ แค่เสียงที่ยิงฟันไว้ แล้วปล่อยให้ลมผ่านออกมา ก็จะได้ยินเสียงของ s- ce- se ด้วยเช่นกัน
เสียง T t ลองออกเสียงคำว่า talk take tap table taxi นะครับ เสียง T ที่เราได้คือเสียง เทอะ หรือ เถอะ ซึ่งแน่นอนครับว่า คำที่ลงท้ายด้วยตัว t ก็จะต้องมีเสียงของ t ด้วยเช่นคำว่า pat แพท-เทอะ(เบาๆ) แต่ไม่จำเป็นต้องออกเสียงท้ายแรงมากจนกลายเป็น แพท-เทอะ นะครับ
เสียง V v ถ้าจะให้ได้เสียง V ที่ถูกต้อง ฟันบนจะต้องกัดริมฝีปากล่างไว้เบาๆแล้วออกเสียง เวอ ออกมา ให้สังเกตว่าริมฝีปากล่างจะมีความสั่นสะเทือนด้วย เสียงที่ได้คล้ายเสียง เหวอะ ผสมกับเสียง เฝอะ บอกไม่ได้เหมือนกันว่าออกเป็นเสียงใดกันแน่ เช่นคำว่า view violin van video ส่วนคำที่ลงท้ายด้วย v ก็ต้องมีเสียง v ข้างท้ายด้วยนะครับ เช่น คำว่า drive five life knife เป็นต้น
เสียง W w ตัวอักษรนี้มีชื่อว่า ดับเบิลยู นะครับอย่าไปเปลี่ยนชื่อของเขา ( บางคนอยากอ่านว่า ดับบลิว ก็อนุโลมนะครับ ) ถ้าอยากได้ยินเสียงให้ลองออกเสียงคำว่า wall way walk water watch wait we เสียง w ที่เราได้ยินคือ เสียง เวอะ หรือ วะ ( ซึ่งก็คือเสียง ว แหวน ในภาษาไทยนั่นเอง ) คำภาษาอังกฤษที่ใช้ในการตั้งคำถามแบบเปิด( คำถามแบบที่เราใช้ถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมากกว่าคำว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ ) แทบทั้งหมดที่เรารู้จักเช่น What Where When Why ก็ออกเสียง w นะครับ ยกเว้น Who , Whose , Whom คำเหล่านี้ออกเสียงเป็นเสียงฮ นกฮูก นะครับ
เสียง X x เสียงของ x คือเสียง k บวกกับเสียง sที่ออกผสมกัน เช่น x-ray xylophone เป็นต้น ซึ่งเสียง x โดยมากจะลงท้ายคำหลายๆ คำ ที่เรารู้จักแต่พวกเรามักไม่ค่อยยอมออกเสียงกัน พวกเราชอบอออกเสียงว่า เอ็ก ทั้งๆที่เสียงมันคือ เอ็กซซซซ์ ซึ่งจะทำให้คำนั้นเสียงเพี้ยนไป เช่น fox ถ้าออกเสียงว่า ฟ็อก จะแปลว่า หมอก แต่ถ้าออกเสียงถูกต้องจะออกว่า ฟ็อกซซซ์ ซึ่งแปลว่า สุนัขจิ้งจอก เป็นต้น
เสียง Y y เสียงของ y คือเสียงของคำว่า yellow yesterday you yes year หรือเทียบเคียงกับ ภาษาไทยคือเสียง ย ยักษ์ นั่นเอง เราจะได้เสียง เยอะ จากการออกเสียงทุกๆ คำข้างต้นนะครับ ลองทำดู
เสียง Z z ตัวอักษรตัวนี้ถ้าคนอังกฤษหรือคนออสเตรเลียนจะเรียกว่า แซด แต่คนอเมริกันจะเรียกว่า ซี ( แต่คนไทย ไม่ต้อง วอรี่ เพราะว่า เราได้ทั้งสองอย่าง 5555 )แต่ เสียงของตัว z นี้ก็คือเสียงเดียวกัน กล่าวคือ เสียงที่ได้จะมีความสั่นสะเทือนระหว่างลิ้นและเพดาน เมื่อจับดูลำคอเราเบาๆจะพบความสั่นสะเทือน ( ขอย้ำว่า เบาๆนะ ไม่ใช่ บีบคอตัวเอง เดี๋ยวขาดใจตาย ไม่รู้ด้วยนะ 5555 ) เช่น เมื่อเราออกคำว่า zip zig zag zoo zebra zero เป็นต้น
นอกจากนี้ การออกเสียงภาษาอังกฤษ ยังมีคำที่ออกเสียงเป็นเสียงควบเหมือนในภาษาไทยด้วยนะครับ เช่น
เสียง bl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ blow blind blouse blue blink black blame blanket block blood ให้สังเกตว่าคำพวกนี้ ต้องออกทั้งเสียง b และเสียง l พร้อมๆกัน เช่น ถ้าเราจะอ่านคำว่า black จะต้องออกเสียงว่า เบอะ-แลค เร็วๆ เป็น แบลค เราจะไม่ออกแค่ แบค เด็ดขาด เพราะความหมายต่างกัน ( จริงๆแล้ว พวกเราคนไทยไม่น่าจะมีปัญหานี้ เพราะเรามีคำแบบนี้อยู่แล้ว เช่น คำว่า เพลง คลอง กลอง เป็นต้น )
เสียง cl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ clay clean clear clap class claw clever cliff climb cloud clown clue clock close cloth clothes ดู คำทั้งหมดข้างต้นเราต้องออกเสียงของ c และเสียงของ l พร้อมๆกัน เช่น ถ้าเราอ่านคำว่า class ก็จะได้เสียงว่า เขอะ-ลาส เร็วๆ เป็น คลาส ไม่ใช่แค่ คาส นะครับ
เสียง dr ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดู draw dream dress drag drain drop drum dry drink drill drip drive
คำทั้งหมดเมื่อคุณออกเสียงจะต้องมีเสียง d และเสียง r พร้อมๆกัน เช่นคุณอ่านคำว่า drink จะได้เสียงว่า
เดอะ-ริงค เร็วๆเป็นเสียง ดริงค ไม่ใช่แค่ ดิ้ง นะครับ
เสียง fl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ flavor fly float flood flower flag flame flash flat flu flute ดู ซึ่งคำทั้งหมดเราจะต้องออกเสียงของทั้ง f และ l พร้อมๆกัน เช่น เมื่อเราจะอ่านคำว่า fly จะได้เสียงว่า เฟอะ-ลาย เร็วๆ กลาย เป็น ฟลาย ไม่ใช่แค่ ฟาย
เสียง gr ลองออกเสียงคำเหล่านี้ grass green grow grill grab grandmother grape group grow คำเหล่านี้ เราต้องออกเสียงของทั้ง g และ r เช่นเมื่อเราต้องการจะอ่านคำว่า grass ต้องออกเสียงว่า เกอะ-ราส เร็วๆ เป็น กราส ไม่ใช่แค่ กาส ยังมีอีกหลายคำที่ออกเสียงควบลองช่วยกันหาเพิ่มเติมดูนะครับ ขี้เกียจ ยกตัวอย่างแล้ว 5555
เสียง sn ลองออกเสียงคำเหล่านี้ sneeze snore snow snack snail snake คำเหล่านี้ทั้งหมดต้องออกเสียงทั้ง s และ n ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า สะ-เนอะ ของทุกๆ คำนะครับ ถึงจะถูกต้อง
เสียง tw ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ twig twin twelve twenty twist คำเหล่านี้ต้องออกเสียงทั้ง t และ w ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า เทอะ-เวอะ ของทุกๆ คำนะครับ
เสียง st ลองออกเสียงคำเหล่านี้ sting store stone study strong stir stop step stick still storm story street
คำเหล่านี้ต้องออกเสียงที่ตัว s และt ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า สะ-เทอะ ของทุกคำนะครับ
เอาแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วมาต่อใหม่คราวหน้านะครับ Bye-bye
ต่อครับ
เสียง S s ลองออกเสียงคำว่า sail soap sad sun sit sand ดูนะครับ เสียงตัว S ที่เราได้ยิน คือ ซือ แค่เสียงที่ยิงฟันไว้ แล้วปล่อยให้ลมผ่านออกมา ก็จะได้ยินเสียงของ s- ce- se ด้วยเช่นกัน
เสียง T t ลองออกเสียงคำว่า talk take tap table taxi นะครับ เสียง T ที่เราได้คือเสียง เทอะ หรือ เถอะ ซึ่งแน่นอนครับว่า คำที่ลงท้ายด้วยตัว t ก็จะต้องมีเสียงของ t ด้วยเช่นคำว่า pat แพท-เทอะ(เบาๆ) แต่ไม่จำเป็นต้องออกเสียงท้ายแรงมากจนกลายเป็น แพท-เทอะ นะครับ
เสียง V v ถ้าจะให้ได้เสียง V ที่ถูกต้อง ฟันบนจะต้องกัดริมฝีปากล่างไว้เบาๆแล้วออกเสียง เวอ ออกมา ให้สังเกตว่าริมฝีปากล่างจะมีความสั่นสะเทือนด้วย เสียงที่ได้คล้ายเสียง เหวอะ ผสมกับเสียง เฝอะ บอกไม่ได้เหมือนกันว่าออกเป็นเสียงใดกันแน่ เช่นคำว่า view violin van video ส่วนคำที่ลงท้ายด้วย v ก็ต้องมีเสียง v ข้างท้ายด้วยนะครับ เช่น คำว่า drive five life knife เป็นต้น
เสียง W w ตัวอักษรนี้มีชื่อว่า ดับเบิลยู นะครับอย่าไปเปลี่ยนชื่อของเขา ( บางคนอยากอ่านว่า ดับบลิว ก็อนุโลมนะครับ ) ถ้าอยากได้ยินเสียงให้ลองออกเสียงคำว่า wall way walk water watch wait we เสียง w ที่เราได้ยินคือ เสียง เวอะ หรือ วะ ( ซึ่งก็คือเสียง ว แหวน ในภาษาไทยนั่นเอง ) คำภาษาอังกฤษที่ใช้ในการตั้งคำถามแบบเปิด( คำถามแบบที่เราใช้ถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมากกว่าคำว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ ) แทบทั้งหมดที่เรารู้จักเช่น What Where When Why ก็ออกเสียง w นะครับ ยกเว้น Who , Whose , Whom คำเหล่านี้ออกเสียงเป็นเสียงฮ นกฮูก นะครับ
เสียง X x เสียงของ x คือเสียง k บวกกับเสียง sที่ออกผสมกัน เช่น x-ray xylophone เป็นต้น ซึ่งเสียง x โดยมากจะลงท้ายคำหลายๆ คำ ที่เรารู้จักแต่พวกเรามักไม่ค่อยยอมออกเสียงกัน พวกเราชอบอออกเสียงว่า เอ็ก ทั้งๆที่เสียงมันคือ เอ็กซซซซ์ ซึ่งจะทำให้คำนั้นเสียงเพี้ยนไป เช่น fox ถ้าออกเสียงว่า ฟ็อก จะแปลว่า หมอก แต่ถ้าออกเสียงถูกต้องจะออกว่า ฟ็อกซซซ์ ซึ่งแปลว่า สุนัขจิ้งจอก เป็นต้น
เสียง Y y เสียงของ y คือเสียงของคำว่า yellow yesterday you yes year หรือเทียบเคียงกับ ภาษาไทยคือเสียง ย ยักษ์ นั่นเอง เราจะได้เสียง เยอะ จากการออกเสียงทุกๆ คำข้างต้นนะครับ ลองทำดู
เสียง Z z ตัวอักษรตัวนี้ถ้าคนอังกฤษหรือคนออสเตรเลียนจะเรียกว่า แซด แต่คนอเมริกันจะเรียกว่า ซี ( แต่คนไทย ไม่ต้อง วอรี่ เพราะว่า เราได้ทั้งสองอย่าง 5555 )แต่ เสียงของตัว z นี้ก็คือเสียงเดียวกัน กล่าวคือ เสียงที่ได้จะมีความสั่นสะเทือนระหว่างลิ้นและเพดาน เมื่อจับดูลำคอเราเบาๆจะพบความสั่นสะเทือน ( ขอย้ำว่า เบาๆนะ ไม่ใช่ บีบคอตัวเอง เดี๋ยวขาดใจตาย ไม่รู้ด้วยนะ 5555 ) เช่น เมื่อเราออกคำว่า zip zig zag zoo zebra zero เป็นต้น
นอกจากนี้ การออกเสียงภาษาอังกฤษ ยังมีคำที่ออกเสียงเป็นเสียงควบเหมือนในภาษาไทยด้วยนะครับ เช่น
เสียง bl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ blow blind blouse blue blink black blame blanket block blood ให้สังเกตว่าคำพวกนี้ ต้องออกทั้งเสียง b และเสียง l พร้อมๆกัน เช่น ถ้าเราจะอ่านคำว่า black จะต้องออกเสียงว่า เบอะ-แลค เร็วๆ เป็น แบลค เราจะไม่ออกแค่ แบค เด็ดขาด เพราะความหมายต่างกัน ( จริงๆแล้ว พวกเราคนไทยไม่น่าจะมีปัญหานี้ เพราะเรามีคำแบบนี้อยู่แล้ว เช่น คำว่า เพลง คลอง กลอง เป็นต้น )
เสียง cl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ clay clean clear clap class claw clever cliff climb cloud clown clue clock close cloth clothes ดู คำทั้งหมดข้างต้นเราต้องออกเสียงของ c และเสียงของ l พร้อมๆกัน เช่น ถ้าเราอ่านคำว่า class ก็จะได้เสียงว่า เขอะ-ลาส เร็วๆ เป็น คลาส ไม่ใช่แค่ คาส นะครับ
เสียง dr ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดู draw dream dress drag drain drop drum dry drink drill drip drive
คำทั้งหมดเมื่อคุณออกเสียงจะต้องมีเสียง d และเสียง r พร้อมๆกัน เช่นคุณอ่านคำว่า drink จะได้เสียงว่า
เดอะ-ริงค เร็วๆเป็นเสียง ดริงค ไม่ใช่แค่ ดิ้ง นะครับ
เสียง fl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ flavor fly float flood flower flag flame flash flat flu flute ดู ซึ่งคำทั้งหมดเราจะต้องออกเสียงของทั้ง f และ l พร้อมๆกัน เช่น เมื่อเราจะอ่านคำว่า fly จะได้เสียงว่า เฟอะ-ลาย เร็วๆ กลาย เป็น ฟลาย ไม่ใช่แค่ ฟาย
เสียง gr ลองออกเสียงคำเหล่านี้ grass green grow grill grab grandmother grape group grow คำเหล่านี้ เราต้องออกเสียงของทั้ง g และ r เช่นเมื่อเราต้องการจะอ่านคำว่า grass ต้องออกเสียงว่า เกอะ-ราส เร็วๆ เป็น กราส ไม่ใช่แค่ กาส ยังมีอีกหลายคำที่ออกเสียงควบลองช่วยกันหาเพิ่มเติมดูนะครับ ขี้เกียจ ยกตัวอย่างแล้ว 5555
เสียง sn ลองออกเสียงคำเหล่านี้ sneeze snore snow snack snail snake คำเหล่านี้ทั้งหมดต้องออกเสียงทั้ง s และ n ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า สะ-เนอะ ของทุกๆ คำนะครับ ถึงจะถูกต้อง
เสียง tw ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ twig twin twelve twenty twist คำเหล่านี้ต้องออกเสียงทั้ง t และ w ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า เทอะ-เวอะ ของทุกๆ คำนะครับ
เสียง st ลองออกเสียงคำเหล่านี้ sting store stone study strong stir stop step stick still storm story street
คำเหล่านี้ต้องออกเสียงที่ตัว s และt ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า สะ-เทอะ ของทุกคำนะครับ
เอาแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วมาต่อใหม่คราวหน้านะครับ Bye-bye
วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552
How to Excel in English (Master Jonathan's tactics) วันที่ 25 มีนาคม 2552
ไปอ่านเจอ บทความเรื่อง How to Excel in English ของ Master Jonathan มา อยากแบ่งปันให้พวกเราได้อ่านกันด้วย ทำเป็นสองภาษาเพื่อให้พวกเราได้ลองฝึกแปลดู วิธีการอ่านให้อ่านภาษาอังกฤษก่อน จนจบทั้งย่อหน้า ( อ่านในใจ หรืออ่านออกเสียงก็ได้ ถ้าออกเสียงก็ดีจะได้ฟังเสียงตัวเองไปด้วย ) จากนั้น ลองนึกในใจคร่าวๆ ว่า เค้าต้องการจะบอกว่าอะไร ไม่จำเป็นต้องแปลออกทุกตัว ขอแค่ใจความสำคัญจากนั้น ลองดู คำแปลภาษาไทยด้านล่างว่าใกล้เคียงกับที่เราคิดเอาไว้หรือเปล่า ไม่ต้องตกใจถ้าคำแปลไม่ตรงกับที่เรานึกเอาไว้ เราก็มาดูต่อว่า ที่เราคิดไว้กับคำแปลที่ลงไว้ แตกต่างกันตรงไหน มีศัพท์คำไหน ที่เราแปลผิดไป ทำแบบนี้บ่อย ๆ สมองเราจะจดจำได้อย่างแม่นยำจากความผิดพลาดที่เราทำซ้ำๆ ( ความผิดพลาด ที่เราแก้ไขแล้วนะ ไม่ใช่จำแต่ความผิด หรือจำอย่างผิดๆ 555 ) อ้อ คราวที่แล้ว พยายามส่ง Link File บทเรียนในห้อง ( Conversation Dialoque ) มาให้แล้วไม่สำเร็จ วันนี้ เลยลองส่งลิงค์นี้มาอีกทีนะครับ ลองโหลดดูนะครับ ( คนที่ขาดเรียน ก็ไม่ต้องไปยืมเพื่อนนะครับ พรินท์เองได้เลย )
http://www.mediafire.com/?nj2zhzaznji
วิธีที่จะทำให้เก่งภาษาอังกฤษ ( ด้วยวิธีของท่าน ปรมาจารย์ โจนาธาน )
A lot of Thai students especially English admirers, would like to know "how to be good at English". According to Joseph Bellafiore, a veteran American linguist, the best way to excel of English is to try to enrich your word power. "The more vocabularies you gain, the better English learner you are," says Bellafiore.
เด็กนักเรียนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบภาษาอังกฤษล้วนอยากจะทราบ "วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง" กันทั้งนั้น โจเซฟ เบลลาฟิโอเร นักภาษาศาสตร์อเมริกันผู้เชียวชาญ กล่าวไว้ว่า วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งก็คือ จงพยายามเสริมสร้างความรู้ในเรื่องศัพท์ "ยิ่งรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษยิ่งขึ้นเท่านั้น" เบลลาฟิโอเรกล่าว
Wide reading of books, newspapers and magazines gives you a great leap forward to increase your command of words. Since you're interested in getting better marks in English exams, landing a good job in the near future and becoming a person who can speak English fluently, you must start now! To start with, there are six ways to a better vocabulary :
การอ่านมาก ทั้งหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารจะทำให้เราก้าวไกลมากในการเพิ่มพูนเสริมสร้างการใช้ศัพท์ ในเมื่อเราสนใจอยากได้คะแนนสอบภาษาอังกฤษสูงๆ อยากได้งานดีๆ ในอนาคตอันใกล้ และอยากเป็นคนที่สามารถพูดอังกฤษคล่อง เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นทีเดียว ก็มีอยู่ 6 วิธีด้วยกันในอันที่จะทำให้เก่งศัพท์ยิ่งขึ้น
1. Experience : ประสบการณ์
You have to widen your range of experience by firsthand contact with English-speaking people. In a nutshell, you have to try to converse with English speakers-on whatevertopics-whenever you have a chance. Life is the greatest teacher of words and everything else.
เราควรเสริมสร้างเราควรจะเสริมสร้างประสบการณ์ที่มีอยู่ด้วยการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ คือ พูดง่ายๆ เราควรจะพยายามสนทนากับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีโอกาสชีวิตคือครูคำศัพท์และทุกสิ่งทุกอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
2. Reading : การอ่าน
You must develop your habit of reading English books, newspaper and magazines based on interests, hobby, vocation , etc. Reading is one of the chef tools in broadening your background.
เราต้องพัฒนานิสัยในการอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่เป็นภาษาอังกฤษบนพื้นฐานของความสนใจ งานอดิเรก อาชีพ เป็นต้น การอ่านถือว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักๆ ที่จะเสริมสร้างภูมิหลังให้แก่เรา
3. Dictionary : พจนานุกรม
You should get better acquainted with the contents and arrangements of words in the dictionary. The dictionary is a "must" for every English learner.
เราควรจะทำความคุ้นเคยกับเนื้อหาสาระและการเรียงร้อย คำในพจนานุกรมให้ดียิ่งขึ้น พจนานุกรมนั้น "จำเป็น" สำหรับคนที่เรียนภาษาอังกฤษ
4. Notebook : สมุดบันทึก
After collecting words, you are to keep a neat record of new words in your notebook. If possible, you should copy the phrase of sentence to illustrate its actual use. And don't forget to check the meaning of every word or sentence you copy.
หลังจากรวบรวมคำศัพท์ เราต้องจดบันทึกคำศัพท์ใหม่ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบในสมุดบันทึกของเราหากเป็นไปได้ให้คัดลอกวลีหรือประโยคที่แสดงถึงวิธีใช้และอย่าลืมตรวจดูความหมายของทุกคำ
5. Word-families or roots : ตระกูลศัพท์หรือรากศัพท์
You should have to study t groups of words that are related in structure and meaning because of prefixes , roots and suffixes. Latin and Greek parents have given us thousand of words in English.
เราต้องศึกษาหมวดหมู่ของคำศัพท์ต่างๆ ที่สัมพันธ์กันในโครงสร้างและความหมายอันเนื่องจากคำเติมหน้า (อุปสรรค) รากศัพท์ และคำต่อท้าย (อาคม) ตระกูลศัพท์ที่มาจากภาษาลาตินและกรีกนั้นได้ให้ศัพท์ในภาษาอังกฤษแก่เรานับพันๆ คำ
6. Word-games : เกมคำศัพท์
Just for fun , if you can become a crossword puzzle fan and solve other games that appear in newspapers, magazines, quiz books , etc. All in all, you have to read , write and speak English as much as you can, in an attempt to excel in English.
เพื่อความสนุก หากเราสามารถจะเป็นแฟนเกมปริศนาอักษรไขว้ และไขเกมคำศัพท์อื่นๆ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือเกมปริศนา เป็นต้น ทั้งนี้และทั้งนั้น เราจะต้องอ่าน เขียนและพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากเท่าที่จะมากได้ ในความพยายามที่จะทำให้เก่งอังกฤษ
ที่อ่านมาก็มีแค่ 6 ข้อ เท่านี้อะครับ วันหลังจะหาอะไร อย่างอื่นมาให้อ่านอีกครับ
http://www.mediafire.com/?nj2zhzaznji
วิธีที่จะทำให้เก่งภาษาอังกฤษ ( ด้วยวิธีของท่าน ปรมาจารย์ โจนาธาน )
A lot of Thai students especially English admirers, would like to know "how to be good at English". According to Joseph Bellafiore, a veteran American linguist, the best way to excel of English is to try to enrich your word power. "The more vocabularies you gain, the better English learner you are," says Bellafiore.
เด็กนักเรียนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบภาษาอังกฤษล้วนอยากจะทราบ "วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง" กันทั้งนั้น โจเซฟ เบลลาฟิโอเร นักภาษาศาสตร์อเมริกันผู้เชียวชาญ กล่าวไว้ว่า วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งก็คือ จงพยายามเสริมสร้างความรู้ในเรื่องศัพท์ "ยิ่งรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษยิ่งขึ้นเท่านั้น" เบลลาฟิโอเรกล่าว
Wide reading of books, newspapers and magazines gives you a great leap forward to increase your command of words. Since you're interested in getting better marks in English exams, landing a good job in the near future and becoming a person who can speak English fluently, you must start now! To start with, there are six ways to a better vocabulary :
การอ่านมาก ทั้งหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารจะทำให้เราก้าวไกลมากในการเพิ่มพูนเสริมสร้างการใช้ศัพท์ ในเมื่อเราสนใจอยากได้คะแนนสอบภาษาอังกฤษสูงๆ อยากได้งานดีๆ ในอนาคตอันใกล้ และอยากเป็นคนที่สามารถพูดอังกฤษคล่อง เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นทีเดียว ก็มีอยู่ 6 วิธีด้วยกันในอันที่จะทำให้เก่งศัพท์ยิ่งขึ้น
1. Experience : ประสบการณ์
You have to widen your range of experience by firsthand contact with English-speaking people. In a nutshell, you have to try to converse with English speakers-on whatevertopics-whenever you have a chance. Life is the greatest teacher of words and everything else.
เราควรเสริมสร้างเราควรจะเสริมสร้างประสบการณ์ที่มีอยู่ด้วยการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ คือ พูดง่ายๆ เราควรจะพยายามสนทนากับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีโอกาสชีวิตคือครูคำศัพท์และทุกสิ่งทุกอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
2. Reading : การอ่าน
You must develop your habit of reading English books, newspaper and magazines based on interests, hobby, vocation , etc. Reading is one of the chef tools in broadening your background.
เราต้องพัฒนานิสัยในการอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่เป็นภาษาอังกฤษบนพื้นฐานของความสนใจ งานอดิเรก อาชีพ เป็นต้น การอ่านถือว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักๆ ที่จะเสริมสร้างภูมิหลังให้แก่เรา
3. Dictionary : พจนานุกรม
You should get better acquainted with the contents and arrangements of words in the dictionary. The dictionary is a "must" for every English learner.
เราควรจะทำความคุ้นเคยกับเนื้อหาสาระและการเรียงร้อย คำในพจนานุกรมให้ดียิ่งขึ้น พจนานุกรมนั้น "จำเป็น" สำหรับคนที่เรียนภาษาอังกฤษ
4. Notebook : สมุดบันทึก
After collecting words, you are to keep a neat record of new words in your notebook. If possible, you should copy the phrase of sentence to illustrate its actual use. And don't forget to check the meaning of every word or sentence you copy.
หลังจากรวบรวมคำศัพท์ เราต้องจดบันทึกคำศัพท์ใหม่ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบในสมุดบันทึกของเราหากเป็นไปได้ให้คัดลอกวลีหรือประโยคที่แสดงถึงวิธีใช้และอย่าลืมตรวจดูความหมายของทุกคำ
5. Word-families or roots : ตระกูลศัพท์หรือรากศัพท์
You should have to study t groups of words that are related in structure and meaning because of prefixes , roots and suffixes. Latin and Greek parents have given us thousand of words in English.
เราต้องศึกษาหมวดหมู่ของคำศัพท์ต่างๆ ที่สัมพันธ์กันในโครงสร้างและความหมายอันเนื่องจากคำเติมหน้า (อุปสรรค) รากศัพท์ และคำต่อท้าย (อาคม) ตระกูลศัพท์ที่มาจากภาษาลาตินและกรีกนั้นได้ให้ศัพท์ในภาษาอังกฤษแก่เรานับพันๆ คำ
6. Word-games : เกมคำศัพท์
Just for fun , if you can become a crossword puzzle fan and solve other games that appear in newspapers, magazines, quiz books , etc. All in all, you have to read , write and speak English as much as you can, in an attempt to excel in English.
เพื่อความสนุก หากเราสามารถจะเป็นแฟนเกมปริศนาอักษรไขว้ และไขเกมคำศัพท์อื่นๆ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือเกมปริศนา เป็นต้น ทั้งนี้และทั้งนั้น เราจะต้องอ่าน เขียนและพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากเท่าที่จะมากได้ ในความพยายามที่จะทำให้เก่งอังกฤษ
ที่อ่านมาก็มีแค่ 6 ข้อ เท่านี้อะครับ วันหลังจะหาอะไร อย่างอื่นมาให้อ่านอีกครับ
วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552
Pronouns 1 ( คำสรรพนาม ) วันที่ 23 มีนาคม 2552
วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องเกี่ยวกับ pronoun กันนะครับ จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ยากเลย เพราะว่า เวลาเราจะคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ แน่นอนที่สุดว่า เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยง pronoun ได้ เพราะว่า มันใช้ตลอดเวลานั่นเอง จะว่าไป pronoun ก็คือ คำสรรพนามที่ใช้เราใช้เรียกแทนคน สัตว์ สิ่งของ นั่นเอง โดยครั้งแรก เราอาจจะใช้คำนามแทนมันก่อน แล้วหลังจากนั้นเมื่อคนฟังรู้แล้วว่าเราพูดถึงอะไร เราก็สามารถใช้ pronoun แทนได้ ขอยกตัวอย่างเป็นภาษาไทยก่อน เช่น ฉันมีสุนัขตัวหนึ่ง มันชื่อ ลักกี้ ( ในที่นี้ คำนาม คือ คำว่าสุนัข เพราะเราเอาไว้ใช้เรียก สัตว์สี่ขา ชนิดหนึ่ง ที่เห่าได้ น่ารัก ซื่อสัตย์ แต่ถ้าเราขืนพูดยาวขนาดนั้น คงแย่แน่ๆเลย เราเลยตั้งชื่อมันว่า สุนัข ซึ่งก็คือ คำนาม นั่นเอง ส่วนคำว่า “มัน” นั้น เราเอามาใช้แทนสุนัข ในทีนี้ เพราะว่าคนฟังรู้แล้วว่าเรากำลังพูดถึง สุนัข ตัวนี้อยู่ คำนี้แหละที่เราเรียกมันว่า สรรพนาม หรือ pronoun นั่นเอง
ทีนี้ ถ้าเราจะคุยกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย เราก็อาจจะแบ่ง Pronoun ได้ดังนี้ นะครับ ( ไม่ต้องจำชื่อก็ได้นะครับ ขอให้รู้ว่า แต่ละประเภท แตกต่างกันยังไง แล้วก็ใช้ยังไงก็พอ )
Pronoun ( คำสรรพนาม ) คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม ( nouns- equivalent ) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร คำสรรพนาม (pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ
1. Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม ) เช่น I, you, we, they , he , she ,it
2. Possessive Pronoun ( สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ ) เช่น mine, yours, ours, theirs ,his, hers, its
3. Reflexive Pronouns ( สรรพนามแสดงตนเอง ) เป็นคำที่มี - self ลงท้าย เช่น myself, yourself, ourselves etc.
4. Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเฉพาะเจาะจง ) เช่น this, that, these, those, one, such, the same
5. Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เฉพาะเจาะจง ) เช่น all, some, any, somebody, something, someone
6. Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม ) เช่น Who, Which, What
7. Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) เช่น who, which, that
จะเห็นได้ว่า ถ้าจะพูดกันตามหลักวิชาการอย่างงที่บอก รับรองพูดได้หลายวันไม่จบสิ้น วันนี้ ตามที่เราได้เรียนกันไป เราจะเจาะเฉพาะแบบที่ หนึ่งก่อนละกัน เพราะไม่งั้น คนเล่าคงตายก่อน 5555
Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม ) คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ
สรรพนาม บุรุษที่ 1 คือ ตัวผู้พูดเอง ได้แก่ I, we
สรรพนาม บุรุษที่ 2 คือ ผู้ฟัง หรือ คนที่เราคุยด้วย ได้แก่ you ( แปลได้ 2 อย่าง คือ คุณ หรือ พวกคุณ แล้วแต่บริบทนั้นๆ )
สรรพนาม บุรุษที่ 3 คือ ผู้ที่ถูกพูดถึง หรือ สิ่งที่ถูกพูดถึง ได้แก่ they ,he, she, it
ขอแนะนำให้ท่องจำ ตาราางข้างบนที่แสดงโน้น เพื่อความสะดวกในการใช้งาน แต่ไหนๆก็จะท่องแล้ว ก็เลยให้ท่องทุกสิ่งอย่างที่จำเป็นในการใช้งานเลยก็แล้วกันนะครับ
ต่อไป ก็มาดูตัวอย่างกัน เช่น
I am seeing a girl on the BTS. She seems to recognize me.
ฉันเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบน BTS ดูเหมือนเธอจะจำฉันได้ ( She ในประโยคที่สองแทน a girl และ me แทน I ในประโยคที่หนึ่ง )
My friend and her sisters like to play Ping-pong. They play Ping-pong whenever they can.
เพื่อนฉันและน้องสาวของเธอชอบเล่นปิงปอง พวกเขาตีปิงปองทุกครั้งที่มีโอกาส ( they ในประโยคที่สอง แทน My friend และ her sisters ในประโยคที่ 1 )
ทีนี้เรามาดูว่า การใช้ Personal Pronouns ที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักการใช้อย่างไร ผมอยากสรุปดังนี้
1.Personal Pronoun ที่ตามหลังคำกริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่น
Please inform him whatever you want. โปรดแจ้งให้เขาทราบถึงสิ่งที่คุณต้องการ ( him ตามหลังดำกริยา inform )
หมายเหตุ ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ ยกตัวอย่างเช่น
It was he who went to the library yesterday.
มันคือเขา ที่ไปที่ห้องสมุดเมื่อวานนี้ ( ใช้ he เพราะเป็นผู้กระทำ )
It was him whom you met at the library yesterday.
เขาคนนี้คือคนที่คุณพบที่ห้องสมุดเมื่อวานนี้ (ใช้ him เพราะเป็นกรรมของ you met )
ตอนนี้เราเรียน ถึงตรงนี้แล้ว งั้นก็ขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ See you!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
