จากการที่คุณ นิด ได้ไปย่อย และ อ่านหนังสือ เรื่อง รู้ทันสันดาน Tense ซึ่งอ่านสนุก และมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่สนใจ วิธีการใช้ Tense อย่างถูกหลักไวยากรณ์ หือจะเอาไว้อ่านประดับความรูก็ดี สมควรอย่างยิ่งที่ชีวิตนี้น่าจะอ่านสักครั้ง ผมโชคดีที่ได้รับ Forward Mail มาอ่านกะเค้าด้วยคน เลยอยากรวม Links เอาไว้ให้สำหรับคนที่อยากอ่านแต่ทำไฟล์หาย หรือ ขี้เกียจรวมไฟล์ ผมเอามารวมไว้เป็นไฟล์เดียว จะได้อ่านง่ายๆ แบบต่อเนื่องมันส์ๆ ดาวโหลดได้ตาม Link ข้างล่างนี้นะครับ ไฟล์เล็กแค่ 113 KB แป๊บเดียวก็เสร็จครับ
http://www.mediafire.com/download.php?gmmylyvejxt
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Grammar แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Grammar แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Past Simple Continuous Tense
Past Simple Continuous Tense : โครงสร้างประโยค จะประกอบด้วย
Subject ประธาน + was, were + Verb 1 + ing ใช้เมื่อผู้พูดต้องการบรรยาย เหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีตและทุกอย่างได้จบสิ้นไปหมดแล้วขณะที่พูด
Past Simple Tense : โครงสร้างประโยคจะประกอบด้วย
Subject ประธาน + Verb 2 ใช้เมื่อผู้พูดต้องการบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และจบไปเรียบร้อยแล้ว หรือ เมื่อใช้คู่กับ Past Simple Continuous Tense จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดแทรกขึ้นมาในขณะที่มีเหตุการณ์หนึ่งกำลังเกิดอยู่ในอดีต
ยกตัวอย่างเช่น
1. I was walking when the bus arrived. ฉันกำลังเดินอยู่ ขณะนั้น รถเมล์ก็มา ( เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขึ้นก่อนคือ ฉันกำลังเดินอยู่ดีดี ให้ใช้ Past Simple Continuous ส่วนอยู่ๆ รถเมล์ก็มา รถเมล์มาทีหลังจะใช้ Past Simple เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง โดยไม่งง ฟังทีเดียว ประโยคเดียว ก็รู้เรื่องหมดทุกอย่าง ไม่เยิ่นเย้อ แต่คนพูด คิดแทบตาย 5555 ไม่หรอก สักพักนึง พอเราเริ่มชิน ไอ้ คำพูดพวกนี้มันก็จะพรั่งพรูออกมาเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกลัวนะครับ )
2. She was sleeping in the bedroom when the thief came in . เธอกำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอน ในขณะที่โจรเข้าไปในบ้าน ( ไหน ลองคิดดูซิ ว่าอะไรเกิดก่อน แน่นอนที่สุด เธอต้องเข้าไปนอนในห้องนอนก่อนแหงๆ ก็เลยต้องใช้ Past Simple Continuous ส่วนในขณะที่โจรเข้าไปในบ้าน โจรนั้นเข้ามาทีหลังจึงต้องใช้ Past Simple ไง )
3. P’ Aui was having dinner while I was playing football outside. ในขณะที่พี่อุ้ยกำลังทานอาหารเย็นอยู่นั้น ฉันก็กำลังเล่นฟุตบอลอยู่ขางนอกโน่น ( กรณีนี้ เราใช้คำ While เป็นตัวเชื่อมประโยค สอง ประโยค ที่เหตุการณ์ดำเนินไปพร้อมๆกัน เหตุการณ์แรกคือ พี่อุ้ยกำลังกินข้าว เหตุการณ์ที่สองคือ ฉันกำลังเตะบอล จะเห็นได้ว่า สองเหตุการณ์เกิดขนานกันไป ซึ่ง โดยปกติแล้ว While นี้ สามารถ เป็นคำเชื่อมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ ทั้ง Past simple และ Present Simple ยกตัวอย่างกรณีที่เป็นปัจจุบันก็เช่น I am going to school while my mother is sleeping . ตอนนี้ฉันกำลังไปโรงเรียน ส่วนแม่ฉันก็กำลังนอนอยู่ เป็นต้น ง่ายมั๊ยล่ะ
4. While Tor was playing the piano ,I walked in. ขณะที่ต่อกำลังเล่นเปียโนอยู่นั้น ฉันก็เดินเข้ามา ( กรณ๊นี้ แสดงให้เห็นว่า เราสามารถบรรยาย เหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันได้ โดยเหตุการณ์ที่เกิดก่อนนั้น จะมี While นำหน้าประโยค เพื่อให้รู้ว่า เหตุการณ์นั้นเกิดก่อนและกำลังดำเนินอยู่ในอดีต จู่ๆก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรก ตามตัวอย่าง
5. What were you saying when the English class started ? เอ๊ะ ตอนนั้นคุณกำลังพูดอะไรอยู่นะ ตอนที่วิชาภาษาอังกฤษเริ่มน่ะ ( อันนี้ ลองคิดดูซิว่า อะไรเกิดก่อน เกิดหลัง )
เอาล่ะ ทีนี้ เรามาดูหลักการใช้กัน
1. เราจะใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นตอนที่พูด ทุกอย่างจบไปหมดแล้ว แต่ผู้พูดมีเวลาในอดีตที่บ่งไว้อย่างชัดเจน เช่น
- They were speaking English with me at eleven o'clock yesterday. พวกเค้ากำลังคุยกับฉันเป็นภาษาอังกฤษอยู่กับฉันตอน สิบเอ็ดโมงเมื่อวานนี้
- At ten o'clock last night we were watching news on television. เมื่อคืนตอนสี่ทุ่ม พวกเรากำลังดูข่าวในทีวีอยู่
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินพร้อมกันอยู่ในอดีต เป็นเวลานานพอสมควร ในช่วงเวลาเดียวกันเลย ซึ่งแบบนี้ เราจะใช้ past continuous กับทั้งสองเหตุการณ์ ยกตัวอย่างเช่น
- The GHB students were thinking about their lunch while the teacher was explaining new grammar. นักเรียน ธนาคารอาคารสงเคราะห์กำลังคิดถึงเกี่ยวกับอาหารเที่ยง ในขณะที่คุณครูเองก็กำลังสอนเกี่ยวกับเรื่อง ไวยากรณ์หัวข้อใหม่ ( อันนี้สาบานได้ว่า ไม่ได้เอาเหตุการณ์จริงมาเล่านะ ยกขึ้นมาลอยๆ 55555 ) อธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Two long actions were happening at the same time in the past เท่มั๊ยล่ะ 555
- She was singing as I was dancing on the floor. As ในที่นี้ หมายความว่า ขณะที่ ดังนั้น ประโยคนี้ จึงหมายความว่า เธอกำลังร้องเพลงอยู่ ในขณะที่ฉันเองก็กำลังดิ้นอยู่บนฟลอนั่นเอง สังเกตดูนะว่า ทุกตัวอย่างที่ยกมานั้น เหตุการณ์ต่างๆ จะต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่ง เสมอ จึงจะสามารถใช้ Continuous ได้ การกระพริบตาหนึ่งครั้ง จะไม่สามารถใช้ Continuous ได้โดยเด็ดขาด เพราะใช้เวลาสั้นมากๆ ตรงนี้ เราจะเอาไว้ขยายความกันอีกทีในห้องเรียน ในกรณีที่ยังไม่เข้าใจ
3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เข้ามาแทรก แหม ต้องขออธิบายเป็นภาษาอังกฤษหน่อยละกัน The first action was happening when the second ,shorter action happened.
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนและกำลังดำเนินอยู่ตอนนั้นให้ใช้ past continuous
เหตุการณ์สั้นๆ ที่เข้ามาแทรก ให้ใช้ past simple อันนี้เคยเล่าไปแล้วตอนต้นไง ยกตัวอย่างเช่น
- The students laughed at him while he was acting like a clown.
นักเรียนทั้งหลายหัวเราะเขา ในขณะที่เขากำลังทำท่าทางเหมือนตัวตลก
- When I came home yesterday, my mother was talking on the telephone. ตอนที่ฉันถึงบ้านเมื่อวานนี้น่ะนะ แม่ฉันก็กำลังคุยโทรศัพท์อยู่เลย
- While/As I was walking past the Soi , I heard a very loud scream. ขณะที่ฉันกำลังเดินผ่านซอยนะ ฉันก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังมากๆเลย
ข้อสังเกตนะครับ Clause ที่ตามหลัง when (แปลว่า เมื่อ หรือ ตอนที่ ก็ได้ แล้วแต่โอกาส ) มักใช้ past simple ส่วน clause ที่ตามหลัง while ,as ( แปลว่า ในขณะที่ )มักใช้ past continuous
4. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอดีต ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน
- Last year he was working until 9.00 pm. every day. ปีที่แล้วเนี่ยนะ เค้าทำงานยันสามทุ่มทุกวันเลย
- We were visiting my parents every evening while we were in Bangkok. เราไปเยี่ยมพ่อแม่เราทุกเย็นเลยนะ ตอนที่เราอยู่กรุงเทพ
สำหรับสองตัวอย่าง นี้ ถ้าเราขี้เกียจใช้ Past con ตำรวจก็ไม่จับนะ อยากใช้แค่ Past simple ก็ได้ ไม่มีใครว่าครับ เป็นแบบนี้ก็ได้ เช่น last year he worked until 9.00 pm. everyday . เพราะมีความหมายเหมือนกับรูปประโยคที่ใช้ past simple Continuous และเรานิยมใช้กับ past simple มากกว่าด้วย เพราะฉะนั้น เอาแบบง่ายเข้าว่าก็น่าจะดี 5555
Subject ประธาน + was, were + Verb 1 + ing ใช้เมื่อผู้พูดต้องการบรรยาย เหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีตและทุกอย่างได้จบสิ้นไปหมดแล้วขณะที่พูด
Past Simple Tense : โครงสร้างประโยคจะประกอบด้วย
Subject ประธาน + Verb 2 ใช้เมื่อผู้พูดต้องการบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และจบไปเรียบร้อยแล้ว หรือ เมื่อใช้คู่กับ Past Simple Continuous Tense จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดแทรกขึ้นมาในขณะที่มีเหตุการณ์หนึ่งกำลังเกิดอยู่ในอดีต
ยกตัวอย่างเช่น
1. I was walking when the bus arrived. ฉันกำลังเดินอยู่ ขณะนั้น รถเมล์ก็มา ( เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขึ้นก่อนคือ ฉันกำลังเดินอยู่ดีดี ให้ใช้ Past Simple Continuous ส่วนอยู่ๆ รถเมล์ก็มา รถเมล์มาทีหลังจะใช้ Past Simple เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง โดยไม่งง ฟังทีเดียว ประโยคเดียว ก็รู้เรื่องหมดทุกอย่าง ไม่เยิ่นเย้อ แต่คนพูด คิดแทบตาย 5555 ไม่หรอก สักพักนึง พอเราเริ่มชิน ไอ้ คำพูดพวกนี้มันก็จะพรั่งพรูออกมาเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกลัวนะครับ )
2. She was sleeping in the bedroom when the thief came in . เธอกำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอน ในขณะที่โจรเข้าไปในบ้าน ( ไหน ลองคิดดูซิ ว่าอะไรเกิดก่อน แน่นอนที่สุด เธอต้องเข้าไปนอนในห้องนอนก่อนแหงๆ ก็เลยต้องใช้ Past Simple Continuous ส่วนในขณะที่โจรเข้าไปในบ้าน โจรนั้นเข้ามาทีหลังจึงต้องใช้ Past Simple ไง )
3. P’ Aui was having dinner while I was playing football outside. ในขณะที่พี่อุ้ยกำลังทานอาหารเย็นอยู่นั้น ฉันก็กำลังเล่นฟุตบอลอยู่ขางนอกโน่น ( กรณีนี้ เราใช้คำ While เป็นตัวเชื่อมประโยค สอง ประโยค ที่เหตุการณ์ดำเนินไปพร้อมๆกัน เหตุการณ์แรกคือ พี่อุ้ยกำลังกินข้าว เหตุการณ์ที่สองคือ ฉันกำลังเตะบอล จะเห็นได้ว่า สองเหตุการณ์เกิดขนานกันไป ซึ่ง โดยปกติแล้ว While นี้ สามารถ เป็นคำเชื่อมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ ทั้ง Past simple และ Present Simple ยกตัวอย่างกรณีที่เป็นปัจจุบันก็เช่น I am going to school while my mother is sleeping . ตอนนี้ฉันกำลังไปโรงเรียน ส่วนแม่ฉันก็กำลังนอนอยู่ เป็นต้น ง่ายมั๊ยล่ะ
4. While Tor was playing the piano ,I walked in. ขณะที่ต่อกำลังเล่นเปียโนอยู่นั้น ฉันก็เดินเข้ามา ( กรณ๊นี้ แสดงให้เห็นว่า เราสามารถบรรยาย เหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันได้ โดยเหตุการณ์ที่เกิดก่อนนั้น จะมี While นำหน้าประโยค เพื่อให้รู้ว่า เหตุการณ์นั้นเกิดก่อนและกำลังดำเนินอยู่ในอดีต จู่ๆก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรก ตามตัวอย่าง
5. What were you saying when the English class started ? เอ๊ะ ตอนนั้นคุณกำลังพูดอะไรอยู่นะ ตอนที่วิชาภาษาอังกฤษเริ่มน่ะ ( อันนี้ ลองคิดดูซิว่า อะไรเกิดก่อน เกิดหลัง )
เอาล่ะ ทีนี้ เรามาดูหลักการใช้กัน
1. เราจะใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นตอนที่พูด ทุกอย่างจบไปหมดแล้ว แต่ผู้พูดมีเวลาในอดีตที่บ่งไว้อย่างชัดเจน เช่น
- They were speaking English with me at eleven o'clock yesterday. พวกเค้ากำลังคุยกับฉันเป็นภาษาอังกฤษอยู่กับฉันตอน สิบเอ็ดโมงเมื่อวานนี้
- At ten o'clock last night we were watching news on television. เมื่อคืนตอนสี่ทุ่ม พวกเรากำลังดูข่าวในทีวีอยู่
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินพร้อมกันอยู่ในอดีต เป็นเวลานานพอสมควร ในช่วงเวลาเดียวกันเลย ซึ่งแบบนี้ เราจะใช้ past continuous กับทั้งสองเหตุการณ์ ยกตัวอย่างเช่น
- The GHB students were thinking about their lunch while the teacher was explaining new grammar. นักเรียน ธนาคารอาคารสงเคราะห์กำลังคิดถึงเกี่ยวกับอาหารเที่ยง ในขณะที่คุณครูเองก็กำลังสอนเกี่ยวกับเรื่อง ไวยากรณ์หัวข้อใหม่ ( อันนี้สาบานได้ว่า ไม่ได้เอาเหตุการณ์จริงมาเล่านะ ยกขึ้นมาลอยๆ 55555 ) อธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Two long actions were happening at the same time in the past เท่มั๊ยล่ะ 555
- She was singing as I was dancing on the floor. As ในที่นี้ หมายความว่า ขณะที่ ดังนั้น ประโยคนี้ จึงหมายความว่า เธอกำลังร้องเพลงอยู่ ในขณะที่ฉันเองก็กำลังดิ้นอยู่บนฟลอนั่นเอง สังเกตดูนะว่า ทุกตัวอย่างที่ยกมานั้น เหตุการณ์ต่างๆ จะต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่ง เสมอ จึงจะสามารถใช้ Continuous ได้ การกระพริบตาหนึ่งครั้ง จะไม่สามารถใช้ Continuous ได้โดยเด็ดขาด เพราะใช้เวลาสั้นมากๆ ตรงนี้ เราจะเอาไว้ขยายความกันอีกทีในห้องเรียน ในกรณีที่ยังไม่เข้าใจ
3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เข้ามาแทรก แหม ต้องขออธิบายเป็นภาษาอังกฤษหน่อยละกัน The first action was happening when the second ,shorter action happened.
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนและกำลังดำเนินอยู่ตอนนั้นให้ใช้ past continuous
เหตุการณ์สั้นๆ ที่เข้ามาแทรก ให้ใช้ past simple อันนี้เคยเล่าไปแล้วตอนต้นไง ยกตัวอย่างเช่น
- The students laughed at him while he was acting like a clown.
นักเรียนทั้งหลายหัวเราะเขา ในขณะที่เขากำลังทำท่าทางเหมือนตัวตลก
- When I came home yesterday, my mother was talking on the telephone. ตอนที่ฉันถึงบ้านเมื่อวานนี้น่ะนะ แม่ฉันก็กำลังคุยโทรศัพท์อยู่เลย
- While/As I was walking past the Soi , I heard a very loud scream. ขณะที่ฉันกำลังเดินผ่านซอยนะ ฉันก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังมากๆเลย
ข้อสังเกตนะครับ Clause ที่ตามหลัง when (แปลว่า เมื่อ หรือ ตอนที่ ก็ได้ แล้วแต่โอกาส ) มักใช้ past simple ส่วน clause ที่ตามหลัง while ,as ( แปลว่า ในขณะที่ )มักใช้ past continuous
4. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอดีต ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน
- Last year he was working until 9.00 pm. every day. ปีที่แล้วเนี่ยนะ เค้าทำงานยันสามทุ่มทุกวันเลย
- We were visiting my parents every evening while we were in Bangkok. เราไปเยี่ยมพ่อแม่เราทุกเย็นเลยนะ ตอนที่เราอยู่กรุงเทพ
สำหรับสองตัวอย่าง นี้ ถ้าเราขี้เกียจใช้ Past con ตำรวจก็ไม่จับนะ อยากใช้แค่ Past simple ก็ได้ ไม่มีใครว่าครับ เป็นแบบนี้ก็ได้ เช่น last year he worked until 9.00 pm. everyday . เพราะมีความหมายเหมือนกับรูปประโยคที่ใช้ past simple Continuous และเรานิยมใช้กับ past simple มากกว่าด้วย เพราะฉะนั้น เอาแบบง่ายเข้าว่าก็น่าจะดี 5555
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Adverbs 1
วันนี้ เราจะมาคุยเรื่อง adverbs กันนะครับ จะว่าไป adverbs เป็นตำที่มีประโยชน์ในแง่ของการสร้างความรู้สึกให้กับคนฟังได้ดีมากๆเลย เพราะจะช่วยให้คำพูดคำจามีสีสันมากขึ้น แถมวิธีการใช้ก็ไม่ยากเลย อยากใส่เข้าไปในประโยคตอนไหนก็ได้ จะตอนแรก ตอนท้าย ตอนกลาง ได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียวอย่าเผลอเอาไปวางไว้หน้าคำนามก็แล้วกัน เอาล่ะ เราจะมาพูดกันเป็นแบบวิชาการล่ะนะ
Adverbs (คำกริยาวิเศษณ์) ก็คือ คำที่ใช้ขยายคำกริยา (verb) , ขยายคุณศัพท์ (adjective) และขยายคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) หรือตัวมันเอง ก็ได้ ( แหม ประโยชน์เยอะจัง ลองเปรียบเทียบกับคำคุณศัพท์ หรือ Adjective คำคุณศัพท์ใช้ขยายแค่คำนามเท่านั้น จำกันได้มั๊ยเนี่ย )
หน้าที่ของ Adverb
1. ใช้ขยายคำกริยา (verbs) เช่น
She eats greedily. (เธอกินแบบตะกละตะกลาม ขยายว่า กิริยาอาการกินของเธอนั้น กินแบบไหน)
2. ใช้ขยายคำคุณศัพท์ (adjective) เช่น
She is very beautiful. ( เธอสวยมากๆ ขยายให้คนฟังรู้ว่า ที่สวยนั้น สวยแค่ไหน)
3. ใช้ขยายคำกริยาวิเศษณ์ (adverbs) ด้วยกันเอง เช่น
That boy runs very quickly. ( เด็กชายคนนั้นวิ่งเร็วมาก คนพูดอยากให้คนฟังรู้ว่า เด็กคนนั้นวิ่งเร็วแค่ไหน )
ชนิดของ Adverb
1. Adverb of Manner เป็น adverb ที่บอกอาการหรือลักษณะการกระทำ ใช้ตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย How? (อย่างไร ) เช่น hard = หนัก , fast = อย่างเร็ว , beautifully = อย่างสวยงาม , happily = อย่างมีความสุข เป็นต้น ( แนะนำว่า เวลาแปลเป็นภาษาไทย เรามักใส่คำว่า อย่าง หรือ โดยเข้าไปข้างหน้า จะทำให้ได้ใจความสละสลวยมากขึ้น ) ทีนี้ก็มาถึง ตำแหน่งของมันในประโยค ในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง ตำแหน่งที่นิยมกันคือ
1. หลัง Verb หรือคำกริยา เช่น It moves quickly. ( มันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
2. หลัง Direct Object หรือกรรมตรง เช่น He looks at me angrily. ( เขาจ้องมองดูฉันอย่างโกรธๆ )
หมายเหตุ ที่มาของ Adverb of Manner ก็ได้มาจากการเติม -ly ข้างท้าย adjective แต่ถ้า adjective ตัวนั้นลงท้ายด้วย y และหน้า y ไม่ใช่ a , e , i ,o , u ก็ให้เปลี่ยน y เป็น i ก่อนแล้วจึงเติม –ly เช่น Happy หน้า Y เป็นพยัญชนะ หาใช่สระไม่ ( แหม สำนวน เน่าจริงๆ 55555 ) ก็ให้เปลี่ยน Y ให้เป็น i ก่อน แล้วค่อย เติม Ly กลายเป็น Happily
แต่ก็มีคำยกเว้นบางคำเช่น good ไม่ใช่ Goodly นะ แต่ต้องจำไว้ว่า ให้ใช้คำว่า well แทน
และอีกอย่าง คำบางคำที่เป็นได้ทั้ง adjective และ adverb เช่น hard , fast , late , early , last , straight เป็นต้น
2. Adverb of Degree บอกระดับความเข้มข้น เช่น very = มาก , quite , pretty = ค่อนข้าง หรือ ทีเดียว , rather = มากกว่าที่จะ หรือ ค่อนข้างที่จะ , almost = เกือบจะทั้งหมด หรือ เกือบจะ , extremely = อย่างยิ่ง สุดๆ , too = มากเกินไป ส่วนตำแหน่งในประโยคนั้น นิยมใช้ดังนี้
1. วางไว้หน้าคำคุณศัพท์ ( Adjective ) เช่น It's very cold. ( แหม มันหนาวจัง )
2. วางไว้หน้าคำวิเศษณ์ ( adverb ) เช่น She sings extremely nicely. ( เธอร้องเพลงได้เพราะสุดๆ ไปเลย ) เป็นต้น
3. Adverb of Place ใช้บอกตำแหน่ง เช่น up , down , here , there เป็นต้น
ตัวอย่างประโยค -- Khun Toom came here last week. (วางอยู่หลังคำกริยา came )
4. Adverb of Frequency ใช้ขยายคำกริยา เพื่อบอกถึงความถี่ของการกระทำ และจะวางไว้หน้าคำกริยานั้นๆด้วย ยกเว้น sometimes ที่สามารถอยู่ต้นประโยคได้
เช่น always มักจะ หรือ เสมอๆ ,usually เป็นประจำ , often บ่อยๆ , sometimes บางครั้ง, seldom นานๆครั้ง , never ไม่เคย
Examples: Khun Nut always goes to office early. ( คุณนัท มักจะไปที่ทำงานแต่เช้า )
Khun Mol usually has dinner at 6.( คุณมล ทานเข้าเย็น ตอนหกโมงเย็นเป็นประจำ เราสามารถพูดแบบนี้ได้โดยไม่ต้องเติมคำว่า am pm เพราะเราเข้าใจว่าผู้ฟังน่าจะฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ว่า เป็นเวลาไหนของวัน)
5. Adverb of time บอกจุด หรือ ช่วงของเวลา เช่น Tonight (คืนนี้) , during summer (ระหว่างฤดูร้อน) , early (แต่เช้าตรู) , tomorrow (พรุ่งนี้) , yesterday (เมื่อวานนี้) , soon (ในไม่ช้า) เป็นต้น สำหรับตำแหน่งในประโยค ก็เช่น ไว้ท้ายประโยค I will go to Chiengmai next month. หรือวางไว้ต้นประโยค เมื่อต้องการเน้น เช่น Tomorrow I am going to tell you the truth.
วันนี้ ขอเท่านี้ก่อนนะครับ บาย
Adverbs (คำกริยาวิเศษณ์) ก็คือ คำที่ใช้ขยายคำกริยา (verb) , ขยายคุณศัพท์ (adjective) และขยายคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) หรือตัวมันเอง ก็ได้ ( แหม ประโยชน์เยอะจัง ลองเปรียบเทียบกับคำคุณศัพท์ หรือ Adjective คำคุณศัพท์ใช้ขยายแค่คำนามเท่านั้น จำกันได้มั๊ยเนี่ย )
หน้าที่ของ Adverb
1. ใช้ขยายคำกริยา (verbs) เช่น
She eats greedily. (เธอกินแบบตะกละตะกลาม ขยายว่า กิริยาอาการกินของเธอนั้น กินแบบไหน)
2. ใช้ขยายคำคุณศัพท์ (adjective) เช่น
She is very beautiful. ( เธอสวยมากๆ ขยายให้คนฟังรู้ว่า ที่สวยนั้น สวยแค่ไหน)
3. ใช้ขยายคำกริยาวิเศษณ์ (adverbs) ด้วยกันเอง เช่น
That boy runs very quickly. ( เด็กชายคนนั้นวิ่งเร็วมาก คนพูดอยากให้คนฟังรู้ว่า เด็กคนนั้นวิ่งเร็วแค่ไหน )
ชนิดของ Adverb
1. Adverb of Manner เป็น adverb ที่บอกอาการหรือลักษณะการกระทำ ใช้ตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย How? (อย่างไร ) เช่น hard = หนัก , fast = อย่างเร็ว , beautifully = อย่างสวยงาม , happily = อย่างมีความสุข เป็นต้น ( แนะนำว่า เวลาแปลเป็นภาษาไทย เรามักใส่คำว่า อย่าง หรือ โดยเข้าไปข้างหน้า จะทำให้ได้ใจความสละสลวยมากขึ้น ) ทีนี้ก็มาถึง ตำแหน่งของมันในประโยค ในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง ตำแหน่งที่นิยมกันคือ
1. หลัง Verb หรือคำกริยา เช่น It moves quickly. ( มันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
2. หลัง Direct Object หรือกรรมตรง เช่น He looks at me angrily. ( เขาจ้องมองดูฉันอย่างโกรธๆ )
หมายเหตุ ที่มาของ Adverb of Manner ก็ได้มาจากการเติม -ly ข้างท้าย adjective แต่ถ้า adjective ตัวนั้นลงท้ายด้วย y และหน้า y ไม่ใช่ a , e , i ,o , u ก็ให้เปลี่ยน y เป็น i ก่อนแล้วจึงเติม –ly เช่น Happy หน้า Y เป็นพยัญชนะ หาใช่สระไม่ ( แหม สำนวน เน่าจริงๆ 55555 ) ก็ให้เปลี่ยน Y ให้เป็น i ก่อน แล้วค่อย เติม Ly กลายเป็น Happily
แต่ก็มีคำยกเว้นบางคำเช่น good ไม่ใช่ Goodly นะ แต่ต้องจำไว้ว่า ให้ใช้คำว่า well แทน
และอีกอย่าง คำบางคำที่เป็นได้ทั้ง adjective และ adverb เช่น hard , fast , late , early , last , straight เป็นต้น
2. Adverb of Degree บอกระดับความเข้มข้น เช่น very = มาก , quite , pretty = ค่อนข้าง หรือ ทีเดียว , rather = มากกว่าที่จะ หรือ ค่อนข้างที่จะ , almost = เกือบจะทั้งหมด หรือ เกือบจะ , extremely = อย่างยิ่ง สุดๆ , too = มากเกินไป ส่วนตำแหน่งในประโยคนั้น นิยมใช้ดังนี้
1. วางไว้หน้าคำคุณศัพท์ ( Adjective ) เช่น It's very cold. ( แหม มันหนาวจัง )
2. วางไว้หน้าคำวิเศษณ์ ( adverb ) เช่น She sings extremely nicely. ( เธอร้องเพลงได้เพราะสุดๆ ไปเลย ) เป็นต้น
3. Adverb of Place ใช้บอกตำแหน่ง เช่น up , down , here , there เป็นต้น
ตัวอย่างประโยค -- Khun Toom came here last week. (วางอยู่หลังคำกริยา came )
4. Adverb of Frequency ใช้ขยายคำกริยา เพื่อบอกถึงความถี่ของการกระทำ และจะวางไว้หน้าคำกริยานั้นๆด้วย ยกเว้น sometimes ที่สามารถอยู่ต้นประโยคได้
เช่น always มักจะ หรือ เสมอๆ ,usually เป็นประจำ , often บ่อยๆ , sometimes บางครั้ง, seldom นานๆครั้ง , never ไม่เคย
Examples: Khun Nut always goes to office early. ( คุณนัท มักจะไปที่ทำงานแต่เช้า )
Khun Mol usually has dinner at 6.( คุณมล ทานเข้าเย็น ตอนหกโมงเย็นเป็นประจำ เราสามารถพูดแบบนี้ได้โดยไม่ต้องเติมคำว่า am pm เพราะเราเข้าใจว่าผู้ฟังน่าจะฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ว่า เป็นเวลาไหนของวัน)
5. Adverb of time บอกจุด หรือ ช่วงของเวลา เช่น Tonight (คืนนี้) , during summer (ระหว่างฤดูร้อน) , early (แต่เช้าตรู) , tomorrow (พรุ่งนี้) , yesterday (เมื่อวานนี้) , soon (ในไม่ช้า) เป็นต้น สำหรับตำแหน่งในประโยค ก็เช่น ไว้ท้ายประโยค I will go to Chiengmai next month. หรือวางไว้ต้นประโยค เมื่อต้องการเน้น เช่น Tomorrow I am going to tell you the truth.
วันนี้ ขอเท่านี้ก่อนนะครับ บาย
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552
Basic Sentence Structure วันที่ 3 เมษายน 2552
วันนี้ ตอนแรก ตั้งใจว่าจะคุยเรื่อง Phonics ต่อจากคราวที่แล้ว แต่กลัวว่า นักเรียนในห้องจะเบื่อ ก็เลยเปลี่ยนแนวมาเรียน Grammar แบบง่ายๆ ดูบ้าง จริงๆแล้ว แบบทดสอบที่ใช้ในห้องไม่ได้เป็นของยากอะไรเลย ( อ๋อ ก็ใช่สิ ก็ครูเก่งแล้ว พวกคุณแอบคิดอย่างนี้ใช่มั๊ย ผมรู้ทัน 5555 ) ที่พูดว่าไม่ยาก ก็เพราะว่า มันเป็นแบบ Multiple Choices แถมวิธีการเลือกคำตอบก็ไม่ยุ่งยากเลย เราก็ใช้วิธีการตัดข้อผิดออก แป๊บเดียวก็จะเห็นว่า เจอข้อผิดเต็มเลย สุดท้ายข้อที่ถูกมันก็ผุดออกมาเอง แต่เอาล่ะ สำหรับ คนที่ยังไม่ค่อยมั่นใจ วันนี้ เราจะพูดแบบ ง่ายๆ สั้นๆ ก่อนก็แล้วกัน เนอะ จะได้ไม่หนักเกินไป
โครงสร้างประโยค ที่ใช้กับกริยาทั่วๆ ไป Present Simple Tense เป็นตามตารางนี้นะครับ

หมายเหตุ : เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ กริยาแท้ในประโยค ต้องเติม s หรือ es ส่วนการใช้ Do หรือ Does ขึ้นอยู่กับประธาน ถ้าประธานเป็น I, You, We, They หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Do หรือ don't ในประโยคปฏิเสธ แต่ถ้าประธานเป็น He, She, It หรือเอกพจน์ให้ใช้ Does หรือ doesn't ในประโยคปฏิเสธนะครับ
เราจะใช้ Tense นี้เมื่อกล่าวถึง
1. การกระทำ หรือ เหตุการณ์ที่เป็นความจริงเสมอ
The sun rises in the east.
The moon shines at night.
The earth goes round the sun.
Dog have four legs.
2. การกระทำที่ทำเป็นประจำ หรือเป็นนิสัย
The baby cries every night.
They do not walk to school every day.
ทีนี้ เราก็มาดูเรื่องกฎการเติม S ท้ายคำกริยา ถ้าเป็นกริยาทั่วไป ให้ +S เช่น eat – eats , work - works , know – knows , sit – sits เป็นต้น
แต่ถ้า เป็นคำกริยาที่ลงท้ายด้วย s, sh, ch, x, o ให้ +es เช่น pass- passes , teach – teaches , box- boxes ,push- pushes , go-goes เป็นต้น
ส่วนกริยาที่ลงท้ายด้วย y ถ้าหน้า y เป็นสระ ให้ +s ได้เลย เช่น say – says , Play – plays แต่ถ้าหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i ก่อนแล้วถึงเติม es เช่น fly – flies , cry – cries เป็นต้น
นี่แหละครับ เป็นการอธิบายที่ง่ายที่สุดแล้ว อ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ถามได้นะครับ ถ้าถามแล้วยังไม่เข้าใจ ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ สงสัยต้องตัวใครตัวมันแล้วนะครับ 555555
โครงสร้างประโยค ที่ใช้กับกริยาทั่วๆ ไป Present Simple Tense เป็นตามตารางนี้นะครับ
หมายเหตุ : เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ กริยาแท้ในประโยค ต้องเติม s หรือ es ส่วนการใช้ Do หรือ Does ขึ้นอยู่กับประธาน ถ้าประธานเป็น I, You, We, They หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Do หรือ don't ในประโยคปฏิเสธ แต่ถ้าประธานเป็น He, She, It หรือเอกพจน์ให้ใช้ Does หรือ doesn't ในประโยคปฏิเสธนะครับ
เราจะใช้ Tense นี้เมื่อกล่าวถึง
1. การกระทำ หรือ เหตุการณ์ที่เป็นความจริงเสมอ
The sun rises in the east.
The moon shines at night.
The earth goes round the sun.
Dog have four legs.
2. การกระทำที่ทำเป็นประจำ หรือเป็นนิสัย
The baby cries every night.
They do not walk to school every day.
ทีนี้ เราก็มาดูเรื่องกฎการเติม S ท้ายคำกริยา ถ้าเป็นกริยาทั่วไป ให้ +S เช่น eat – eats , work - works , know – knows , sit – sits เป็นต้น
แต่ถ้า เป็นคำกริยาที่ลงท้ายด้วย s, sh, ch, x, o ให้ +es เช่น pass- passes , teach – teaches , box- boxes ,push- pushes , go-goes เป็นต้น
ส่วนกริยาที่ลงท้ายด้วย y ถ้าหน้า y เป็นสระ ให้ +s ได้เลย เช่น say – says , Play – plays แต่ถ้าหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i ก่อนแล้วถึงเติม es เช่น fly – flies , cry – cries เป็นต้น
นี่แหละครับ เป็นการอธิบายที่ง่ายที่สุดแล้ว อ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ถามได้นะครับ ถ้าถามแล้วยังไม่เข้าใจ ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ สงสัยต้องตัวใครตัวมันแล้วนะครับ 555555
วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552
Pronouns 2 ( วันที่ 1 เมษายน 2552 )
มาต่อกันนะครับ จากคราวที่แล้ว
2. Possessive Pronouns ( สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ ) คือสรรพนามที่คนสื่อสาร ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่ง ได้แก่คำต่อไปนี้ครับ ( มี 6 ตัวนะครับ its ไม่มีนะครับ )
mine, yours, ours, theirs , his, hers
The thickest book is mine. หนังสือเล่มที่หนาที่สุดเป็นของฉัน
This vase is yours. แจกันใบนี้เป็นของคุณ
My parcel is coming today, Theirs will be delivered tomorrow. พัสดุของฉันจะมาถึงวันนี้ แต่ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
There are many balls in this room, Ours is the green one on the table . มีลูกบอลเยอะแยะเลยในห้องนี้ ของพวกเราคือลูกบอลสีเขียวลูกนั้นที่อยู่บนโต๊ะ
จะเห็นได้ว่า possessive pronouns มีความหมายเหมือนกับ possessive adjectives grup’แต่หลักการใช้ต่างกันตรงที่ possessive pronouns จะไม่มีคำนามมาต่อท้ายแล้ว ส่วน possessive adjectives จะต้องมีคำนามมาต่อท้ายเสมอ เช่น
This is my house.
นี่คือบ้านของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย house )
This house is mine.
บ้านนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement) ของคำกริยา is ไม่ต้องมีคำนามอะไรมาต่อท้ายอีกแล้ว)
วันนี้ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ให้คิดมากมาย แค่จำให้ได้ก็พอ ส่วนใหญ่เรามักจะเผลออ่ะครับ 55555
2. Possessive Pronouns ( สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ ) คือสรรพนามที่คนสื่อสาร ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่ง ได้แก่คำต่อไปนี้ครับ ( มี 6 ตัวนะครับ its ไม่มีนะครับ )
mine, yours, ours, theirs , his, hers
The thickest book is mine. หนังสือเล่มที่หนาที่สุดเป็นของฉัน
This vase is yours. แจกันใบนี้เป็นของคุณ
My parcel is coming today, Theirs will be delivered tomorrow. พัสดุของฉันจะมาถึงวันนี้ แต่ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
There are many balls in this room, Ours is the green one on the table . มีลูกบอลเยอะแยะเลยในห้องนี้ ของพวกเราคือลูกบอลสีเขียวลูกนั้นที่อยู่บนโต๊ะ
จะเห็นได้ว่า possessive pronouns มีความหมายเหมือนกับ possessive adjectives grup’แต่หลักการใช้ต่างกันตรงที่ possessive pronouns จะไม่มีคำนามมาต่อท้ายแล้ว ส่วน possessive adjectives จะต้องมีคำนามมาต่อท้ายเสมอ เช่น
This is my house.
นี่คือบ้านของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย house )
This house is mine.
บ้านนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement) ของคำกริยา is ไม่ต้องมีคำนามอะไรมาต่อท้ายอีกแล้ว)
วันนี้ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ให้คิดมากมาย แค่จำให้ได้ก็พอ ส่วนใหญ่เรามักจะเผลออ่ะครับ 55555
วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552
Pronouns 1 ( คำสรรพนาม ) วันที่ 23 มีนาคม 2552
วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องเกี่ยวกับ pronoun กันนะครับ จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ยากเลย เพราะว่า เวลาเราจะคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ แน่นอนที่สุดว่า เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยง pronoun ได้ เพราะว่า มันใช้ตลอดเวลานั่นเอง จะว่าไป pronoun ก็คือ คำสรรพนามที่ใช้เราใช้เรียกแทนคน สัตว์ สิ่งของ นั่นเอง โดยครั้งแรก เราอาจจะใช้คำนามแทนมันก่อน แล้วหลังจากนั้นเมื่อคนฟังรู้แล้วว่าเราพูดถึงอะไร เราก็สามารถใช้ pronoun แทนได้ ขอยกตัวอย่างเป็นภาษาไทยก่อน เช่น ฉันมีสุนัขตัวหนึ่ง มันชื่อ ลักกี้ ( ในที่นี้ คำนาม คือ คำว่าสุนัข เพราะเราเอาไว้ใช้เรียก สัตว์สี่ขา ชนิดหนึ่ง ที่เห่าได้ น่ารัก ซื่อสัตย์ แต่ถ้าเราขืนพูดยาวขนาดนั้น คงแย่แน่ๆเลย เราเลยตั้งชื่อมันว่า สุนัข ซึ่งก็คือ คำนาม นั่นเอง ส่วนคำว่า “มัน” นั้น เราเอามาใช้แทนสุนัข ในทีนี้ เพราะว่าคนฟังรู้แล้วว่าเรากำลังพูดถึง สุนัข ตัวนี้อยู่ คำนี้แหละที่เราเรียกมันว่า สรรพนาม หรือ pronoun นั่นเอง
ทีนี้ ถ้าเราจะคุยกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย เราก็อาจจะแบ่ง Pronoun ได้ดังนี้ นะครับ ( ไม่ต้องจำชื่อก็ได้นะครับ ขอให้รู้ว่า แต่ละประเภท แตกต่างกันยังไง แล้วก็ใช้ยังไงก็พอ )
Pronoun ( คำสรรพนาม ) คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม ( nouns- equivalent ) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร คำสรรพนาม (pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ
1. Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม ) เช่น I, you, we, they , he , she ,it
2. Possessive Pronoun ( สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ ) เช่น mine, yours, ours, theirs ,his, hers, its
3. Reflexive Pronouns ( สรรพนามแสดงตนเอง ) เป็นคำที่มี - self ลงท้าย เช่น myself, yourself, ourselves etc.
4. Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเฉพาะเจาะจง ) เช่น this, that, these, those, one, such, the same
5. Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เฉพาะเจาะจง ) เช่น all, some, any, somebody, something, someone
6. Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม ) เช่น Who, Which, What
7. Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) เช่น who, which, that
จะเห็นได้ว่า ถ้าจะพูดกันตามหลักวิชาการอย่างงที่บอก รับรองพูดได้หลายวันไม่จบสิ้น วันนี้ ตามที่เราได้เรียนกันไป เราจะเจาะเฉพาะแบบที่ หนึ่งก่อนละกัน เพราะไม่งั้น คนเล่าคงตายก่อน 5555
Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม ) คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ
สรรพนาม บุรุษที่ 1 คือ ตัวผู้พูดเอง ได้แก่ I, we
สรรพนาม บุรุษที่ 2 คือ ผู้ฟัง หรือ คนที่เราคุยด้วย ได้แก่ you ( แปลได้ 2 อย่าง คือ คุณ หรือ พวกคุณ แล้วแต่บริบทนั้นๆ )
สรรพนาม บุรุษที่ 3 คือ ผู้ที่ถูกพูดถึง หรือ สิ่งที่ถูกพูดถึง ได้แก่ they ,he, she, it
ขอแนะนำให้ท่องจำ ตาราางข้างบนที่แสดงโน้น เพื่อความสะดวกในการใช้งาน แต่ไหนๆก็จะท่องแล้ว ก็เลยให้ท่องทุกสิ่งอย่างที่จำเป็นในการใช้งานเลยก็แล้วกันนะครับ
ต่อไป ก็มาดูตัวอย่างกัน เช่น
I am seeing a girl on the BTS. She seems to recognize me.
ฉันเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบน BTS ดูเหมือนเธอจะจำฉันได้ ( She ในประโยคที่สองแทน a girl และ me แทน I ในประโยคที่หนึ่ง )
My friend and her sisters like to play Ping-pong. They play Ping-pong whenever they can.
เพื่อนฉันและน้องสาวของเธอชอบเล่นปิงปอง พวกเขาตีปิงปองทุกครั้งที่มีโอกาส ( they ในประโยคที่สอง แทน My friend และ her sisters ในประโยคที่ 1 )
ทีนี้เรามาดูว่า การใช้ Personal Pronouns ที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักการใช้อย่างไร ผมอยากสรุปดังนี้
1.Personal Pronoun ที่ตามหลังคำกริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่น
Please inform him whatever you want. โปรดแจ้งให้เขาทราบถึงสิ่งที่คุณต้องการ ( him ตามหลังดำกริยา inform )
หมายเหตุ ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ ยกตัวอย่างเช่น
It was he who went to the library yesterday.
มันคือเขา ที่ไปที่ห้องสมุดเมื่อวานนี้ ( ใช้ he เพราะเป็นผู้กระทำ )
It was him whom you met at the library yesterday.
เขาคนนี้คือคนที่คุณพบที่ห้องสมุดเมื่อวานนี้ (ใช้ him เพราะเป็นกรรมของ you met )
ตอนนี้เราเรียน ถึงตรงนี้แล้ว งั้นก็ขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ See you!
วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552
Adjective และ Adverb (ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2552)
สอนเรื่องนี้ทีไร เป็นต้องได้รับคำขอร้องให้ช่วยสรุปทุกทีไป ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย และ สนุกแสนสนุก ถ้าจะเปรียบเทียบเล่นๆ Adj และ Adv (ชื่อเล่นของ Adjective และ Adverb ที่คนไทยชอบใช้กัน 5555 ) มีไว้เพื่อให้คนที่ต้องการสื่อสารข้อมูล ใช้บรรยาย สิ่งที่ต้องการพูดให้มันดูอลังการ มีสีสันเพิ่มขึ้น เช่น สมมติว่าจริงแล้ว เราอยากบอกว่า ฉันมีแมวตัวนึง (I have a cat.) รู้เรื่องมั๊ย รู้เรื่อง เพราะว่า ฉันต้องการบอกแค่ว่าฉันมีแมว 1 ตัว จบ แต่คนพูดก็อยากอวดว่าแมวฉันเนี่ย มันเดิร์นมากไง ก็เลยต้องบอกว่า ( I have a very very cute little black Siamese cat .) เนื้อหาหลักเหมือนเดิม คือ ฉันมีแมวตัวนึง แต่ใส่สีใส่ไข่ซะเห็นภาพเลยว่า ฉันมีแมวไทยสีดำตัวเล็กๆน่ารักๆมากๆตัวนึง จากเดิมเคยพูด 4 คำ I have a cat กลายมาเป็นพูดซะเป็นรถไฟเลย ล่อไป 10 คำ ทีนี้ รู้หรือยังว่า ทำไมเวลาเราฟังคนฝรั่งพูด หรือ คนไทยที่พูด ภาษาอังกฤษเก่งๆพูด เราก็จะมานั่งชื่นชม อุ๊ย ทำไม พูดเก่งจัง พูดประโยคยาวเป็นวา เลย จริงๆ ไม่มีอะไรหรอก ใส่เครื่องปรุงเยอะแยะ อย่างที่เล่านั่นเอง
แต่จะพูดตามตรง ฝรั่งเค้าก็ไม่ค่อยชอบให้ใส่เครื่องทรงเยอะๆแบบนี้เท่าไหร่หรอกนะ เพราะฟังแล้วน่ารำคาญ เท่าที่เคยเจอในกรณีที่คุยกันเป็นงานเป็นการ เค้าอยากฟังสั้นๆ แค่ I have a cat. ก็พอ แต่คนไทยบอกว่าไม่เดิร์น ฉันชอบแบบพูดยาวๆ ถ้างั้นคุณมาถูกทางแล้ว ถ้าอยากพูดประโยคยาวๆเก่งๆ มาทางนี้เลย adj + adv ช่วยคุณได้แน่ๆ ถ้าพูดกันเชิงวิชาการแล้วละก็ Adjective ก็คือ คำคุณศัพท์ ( ฟังดูดีขึ้นหน่อยมั๊ยเนี่ย ) ทำหน้าที่ขยายคำนาม ( ขอย้ำนะว่า ขยายได้แต่คำนามเท่านั้น ) มีรายละเอียด ดังต่อไปนิ้ ( ไม่ต้องจำนะว่ามีกี่ประเภท เพราะไม่ได้ออกข้อสอบ 555 เอาแค่รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ขอให้รู้ว่า คำไหนเป็น adj ก็พอแล้ว คนที่เรียนในชั้น จะสังเกตได้ว่า เราไม่เคยสนใจเลยว่ามันเป็นประเภทไหน แต่ขอให้รู้ว่ามันเป็น adj แค่นี้ก็เอาไปใช้งานได้แล้ว )
1. Descriptive Adjective บอกลักษณะคุณภาพของคน สัตว์และสิ่งของเช่น young, old, rich, new, god, black, clever, happy, beautiful ( สังเกตนะ เวลาเราใช้ เราเอาไว้หน้านาม อย่างเช่น young boy , beautiful lady etc. หรือไม่ก็หลัง Verb to be เช่น We are rich , he is clever เป็นต้น )
2.Possessive Adjective แสดงความเป็นเจ้าของเช่น my, your, his, her, their, our, its ( สังเกตดูสิ เวลาเราใช้ เราเอาไว้หน้านาม อย่างเช่น My dog , your paper , his book , her bag etc. หรือไว้หลัง Verb to be เช่น this is our house เป็นค้น)
3.Quantitative Adjective เอาไว้บอกปริมาณมาก หรือ น้อยของนามที่นับไม่ได้ เช่น some, half, little, much ,enough เป็นต้น
4.Numeral Adjective เอาไว้แสดงจำนวนมากน้อย ของนามที่นับได้หรือแสดงลำดับก่อน- หลังของคำนามเช่น one , two, first, second , many เป็นต้น
5. Demonstrative Adjective เป็นคำคุณศัพท์ที่เอาไว้ชี้เฉพาะคำนาม เช่น this, that, these, those ไง
6. Interrogative Adjective interrogate แปลว่า สอบถาม เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้แสดงคำถาม เช่น which, whose, what เป็นต้น ก็เลยมักจะวางอยู่หน้าประโยคคำถาม ตัวอย่างเช่น Whose dog is this ? ( หาตัวนี้เป็นของใคร ) Which way shall we go ? ( เราควรไปทางไหนดี ) เป็นต้น -
7. Proper Adjective ก็คือคำคุณศัพท์ที่มาจากคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อประเทศ ทำหน้าที่ ขยายคำนามซึ่งมีความหมายว่า “เป็นของ หรือจากประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น Siamese cat ไม่ได้แปลว่า แมวเป็นชาวสยาม แต่แปลว่า เป็นแมวจากประเทศสยาม แหม ตัวอย่างมีแต่ หมาๆแมวๆ เนอะ 5555
8. Distributive Adjective แสดงการแบ่งแยกหรือจำแนก เช่น each, every, either, neither เป็นต้น
ก็มีแค่แปดอย่างนี้แหละ ผมก็จำไม่ได้หมดหรอกว่ามีชื่ออะไรมั่ง แต่อย่างที่บอกแหละว่าไม่สำคัญ แต่เมื่ออยากรู้ก็เลยเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง มาพูดเรื่องตำแหน่งของคำคุณศัพท์ ( Positions of Adjective) กันดีกว่า
1. วางไว้หน้าคำนาม เช่น P’Aui wears a black suit. ( พี่อุ้ยใส่สูทสีดำ ) Khun Tor is a good guy. ( คุณต่อ เป็นคนดี ) เป็นต้น
2. วางไว้หลัง Verb to be และ Linking Verbs เช่น
Khun Warn is kind.( คุณ หวานเป็นคนใจดี ) หรือ I feel exhausted. ( ผมรู้สึกเพลียจังเลย )
อ้อ หมายเหตุ อธิบายเพิ่มนิดนึงนะ Linking Verb คือคำกริยาที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง subject กับ adjective ที่ตามมา ซึ่งมักเป็นคำที่บอกความรู้สึก ที่คนพูดรู้สึกต่อสิ่งนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น look , seem , sound ,taste , smell , turn , keep , feel , appear , grow , get , become , go เป็นต้น ตัวอย่างเช่น This Som-Tum tastes good. ( ส้มตำจานนี้ อร่อยจัง ) The soap smells sweet. ( สบู่กลิ่นห๊อมหอม ) Khun Mai looks tired. ( คุณ ไม้ดูเหนื่อยๆ )
แต่ก็มี Adjective บางตัว ที่มีข้อยกเว้นว่า จะต้องวางไว้หน้าคำนามเท่านั้น (ห้ามวางไว้หลัง Verb to be และ Linking Verbs เด็ดขาด) เช่น only (เพียง) upper (ข้างบน) former (แต่ก่อน) chief (สำคัญที่สุด) inner (ภายใน) outer (ภายนอก) main (สำคัญ) wooden (ทำด้วยไม้) golden (ทำด้วยทอง) principal (หลักสำคัญ) elder (สูงวัยกว่า) eldest (สูงวัยที่สุด) drunken (ขี้เมา)
เอาเท่านี้ก่อนนะ รู้สึกมึนๆหัวแล้ว เดี๋ยววันหลังมาต่อ อ้อ หรือไม่ก็ไปต่อในห้องเรียนดีกว่า 5555
แต่จะพูดตามตรง ฝรั่งเค้าก็ไม่ค่อยชอบให้ใส่เครื่องทรงเยอะๆแบบนี้เท่าไหร่หรอกนะ เพราะฟังแล้วน่ารำคาญ เท่าที่เคยเจอในกรณีที่คุยกันเป็นงานเป็นการ เค้าอยากฟังสั้นๆ แค่ I have a cat. ก็พอ แต่คนไทยบอกว่าไม่เดิร์น ฉันชอบแบบพูดยาวๆ ถ้างั้นคุณมาถูกทางแล้ว ถ้าอยากพูดประโยคยาวๆเก่งๆ มาทางนี้เลย adj + adv ช่วยคุณได้แน่ๆ ถ้าพูดกันเชิงวิชาการแล้วละก็ Adjective ก็คือ คำคุณศัพท์ ( ฟังดูดีขึ้นหน่อยมั๊ยเนี่ย ) ทำหน้าที่ขยายคำนาม ( ขอย้ำนะว่า ขยายได้แต่คำนามเท่านั้น ) มีรายละเอียด ดังต่อไปนิ้ ( ไม่ต้องจำนะว่ามีกี่ประเภท เพราะไม่ได้ออกข้อสอบ 555 เอาแค่รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ขอให้รู้ว่า คำไหนเป็น adj ก็พอแล้ว คนที่เรียนในชั้น จะสังเกตได้ว่า เราไม่เคยสนใจเลยว่ามันเป็นประเภทไหน แต่ขอให้รู้ว่ามันเป็น adj แค่นี้ก็เอาไปใช้งานได้แล้ว )
1. Descriptive Adjective บอกลักษณะคุณภาพของคน สัตว์และสิ่งของเช่น young, old, rich, new, god, black, clever, happy, beautiful ( สังเกตนะ เวลาเราใช้ เราเอาไว้หน้านาม อย่างเช่น young boy , beautiful lady etc. หรือไม่ก็หลัง Verb to be เช่น We are rich , he is clever เป็นต้น )
2.Possessive Adjective แสดงความเป็นเจ้าของเช่น my, your, his, her, their, our, its ( สังเกตดูสิ เวลาเราใช้ เราเอาไว้หน้านาม อย่างเช่น My dog , your paper , his book , her bag etc. หรือไว้หลัง Verb to be เช่น this is our house เป็นค้น)
3.Quantitative Adjective เอาไว้บอกปริมาณมาก หรือ น้อยของนามที่นับไม่ได้ เช่น some, half, little, much ,enough เป็นต้น
4.Numeral Adjective เอาไว้แสดงจำนวนมากน้อย ของนามที่นับได้หรือแสดงลำดับก่อน- หลังของคำนามเช่น one , two, first, second , many เป็นต้น
5. Demonstrative Adjective เป็นคำคุณศัพท์ที่เอาไว้ชี้เฉพาะคำนาม เช่น this, that, these, those ไง
6. Interrogative Adjective interrogate แปลว่า สอบถาม เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้แสดงคำถาม เช่น which, whose, what เป็นต้น ก็เลยมักจะวางอยู่หน้าประโยคคำถาม ตัวอย่างเช่น Whose dog is this ? ( หาตัวนี้เป็นของใคร ) Which way shall we go ? ( เราควรไปทางไหนดี ) เป็นต้น -
7. Proper Adjective ก็คือคำคุณศัพท์ที่มาจากคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อประเทศ ทำหน้าที่ ขยายคำนามซึ่งมีความหมายว่า “เป็นของ หรือจากประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น Siamese cat ไม่ได้แปลว่า แมวเป็นชาวสยาม แต่แปลว่า เป็นแมวจากประเทศสยาม แหม ตัวอย่างมีแต่ หมาๆแมวๆ เนอะ 5555
8. Distributive Adjective แสดงการแบ่งแยกหรือจำแนก เช่น each, every, either, neither เป็นต้น
ก็มีแค่แปดอย่างนี้แหละ ผมก็จำไม่ได้หมดหรอกว่ามีชื่ออะไรมั่ง แต่อย่างที่บอกแหละว่าไม่สำคัญ แต่เมื่ออยากรู้ก็เลยเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง มาพูดเรื่องตำแหน่งของคำคุณศัพท์ ( Positions of Adjective) กันดีกว่า
1. วางไว้หน้าคำนาม เช่น P’Aui wears a black suit. ( พี่อุ้ยใส่สูทสีดำ ) Khun Tor is a good guy. ( คุณต่อ เป็นคนดี ) เป็นต้น
2. วางไว้หลัง Verb to be และ Linking Verbs เช่น
Khun Warn is kind.( คุณ หวานเป็นคนใจดี ) หรือ I feel exhausted. ( ผมรู้สึกเพลียจังเลย )
อ้อ หมายเหตุ อธิบายเพิ่มนิดนึงนะ Linking Verb คือคำกริยาที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง subject กับ adjective ที่ตามมา ซึ่งมักเป็นคำที่บอกความรู้สึก ที่คนพูดรู้สึกต่อสิ่งนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น look , seem , sound ,taste , smell , turn , keep , feel , appear , grow , get , become , go เป็นต้น ตัวอย่างเช่น This Som-Tum tastes good. ( ส้มตำจานนี้ อร่อยจัง ) The soap smells sweet. ( สบู่กลิ่นห๊อมหอม ) Khun Mai looks tired. ( คุณ ไม้ดูเหนื่อยๆ )
แต่ก็มี Adjective บางตัว ที่มีข้อยกเว้นว่า จะต้องวางไว้หน้าคำนามเท่านั้น (ห้ามวางไว้หลัง Verb to be และ Linking Verbs เด็ดขาด) เช่น only (เพียง) upper (ข้างบน) former (แต่ก่อน) chief (สำคัญที่สุด) inner (ภายใน) outer (ภายนอก) main (สำคัญ) wooden (ทำด้วยไม้) golden (ทำด้วยทอง) principal (หลักสำคัญ) elder (สูงวัยกว่า) eldest (สูงวัยที่สุด) drunken (ขี้เมา)
เอาเท่านี้ก่อนนะ รู้สึกมึนๆหัวแล้ว เดี๋ยววันหลังมาต่อ อ้อ หรือไม่ก็ไปต่อในห้องเรียนดีกว่า 5555
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552
Noun 1
วันนี้ ประเดิมด้วยเรื่องเบาๆ คือเรื่อง คำนาม จริงๆแล้วจะว่าไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดในภาษาอังกฤษ และ ภาษาไทยด้วย ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ได้ ต่อไป ก็จะเข้าใจเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้น จะสามารถอ่าน บทความภาษาอังกฤษยาวๆได้โดยเข้าใจดีกว่าเดิม เพราะต่อไปเราจะรู้แล้วว่า ในประโยคๆหนึ่งๆนั้น มักจะมีคำนามอยู่ด้วยอย่างน้อยก็ซักคำสองคำแหละน่า
คำนาม หรือ Noun นั้น ง่ายมากๆ คนตั้งชื่อว่า นาม นี่ก็เก่งมากๆเลย เพราะนาม แปลว่า ชื่อ ซึ่งชื่อก็หมายถึง คำที่เราใช้เรียกสิ่งต่างๆนั่นเอง ลองนึกดูสิว่า ถ้าเกิดเราเข้าป่าแล้วไปเจอสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีจมูกยาวๆ มีเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว แต่ไม่มีใครตั้งชื่อให้มัน เวลาเราพูดถึงมันก็จะตั้งบรรยายลักษณะจนเมื่อยปาก ( ในบางครั้งอาจต้องเมื่อยมือด้วย 5555 ) ดีนะที่มีคนเรียก หรือตั้งชื่อมันว่า Elephant ซึ่งทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะ จริงมั๊ยครับ
Noun นี่จะว่าไป ที่เราเคยเรียนมา ก็มี คน ( Man woman girl boy police etc.) สัตว์ ( ant , cat , parot etc ) สิ่งของ ( Table , desk , lamp etc.) ที่เรารู้กันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ นอกจากนี้ ก็ยังมีคำที่แสดงถึงสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ด้วยนะ อย่าง Air , Universe , Space ,Sincerity เป็นต้น
เอาล่ะ ตอนนี้ เราก็รู้จัก คำนามกันอย่างคร่าวๆแล้ว คราวหน้าเราจะมาดูคำที่เกี่ยวข้องกับคำนาม และ มักจะอยู่กับคำนามอย่างกับเงาตามตัว ยังไม่บอกว่าอะไร แต่ขอบอกว่า เงาทีว่านี่ มีไม่น้อยเลยล่ะ
คำนาม หรือ Noun นั้น ง่ายมากๆ คนตั้งชื่อว่า นาม นี่ก็เก่งมากๆเลย เพราะนาม แปลว่า ชื่อ ซึ่งชื่อก็หมายถึง คำที่เราใช้เรียกสิ่งต่างๆนั่นเอง ลองนึกดูสิว่า ถ้าเกิดเราเข้าป่าแล้วไปเจอสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีจมูกยาวๆ มีเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว แต่ไม่มีใครตั้งชื่อให้มัน เวลาเราพูดถึงมันก็จะตั้งบรรยายลักษณะจนเมื่อยปาก ( ในบางครั้งอาจต้องเมื่อยมือด้วย 5555 ) ดีนะที่มีคนเรียก หรือตั้งชื่อมันว่า Elephant ซึ่งทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะ จริงมั๊ยครับ
Noun นี่จะว่าไป ที่เราเคยเรียนมา ก็มี คน ( Man woman girl boy police etc.) สัตว์ ( ant , cat , parot etc ) สิ่งของ ( Table , desk , lamp etc.) ที่เรารู้กันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ นอกจากนี้ ก็ยังมีคำที่แสดงถึงสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ด้วยนะ อย่าง Air , Universe , Space ,Sincerity เป็นต้น
เอาล่ะ ตอนนี้ เราก็รู้จัก คำนามกันอย่างคร่าวๆแล้ว คราวหน้าเราจะมาดูคำที่เกี่ยวข้องกับคำนาม และ มักจะอยู่กับคำนามอย่างกับเงาตามตัว ยังไม่บอกว่าอะไร แต่ขอบอกว่า เงาทีว่านี่ มีไม่น้อยเลยล่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
