วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
Phonics วันที่ 17 เมษายน 2552 ต่อ
เสียง ch จะเป็นเสียง เชอะ ( สั้นและหนัก ) ซึ่งต่างกับเสียง sh คือเสียง ชู ( ยาวและเบา ) อย่างที่เราทำกันในห้องเรียน พูดง่ายๆก็คือ เสียง Ch เทียบได้ประมาณกับเสียง ช ช้าง หรือ ฉ ฉิ่ง ในภาษาไทย แต่เสียง Sh จะคล้ายกับเสียง ชชชชช เวลาที่เราพาเด็กไปฉี่ แล้วทำเสียงแบบนั้น ยังไงยังงั้นเลย
ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ
chew ( ชู ) shoe ( ชชู )
cheap ( ชีพพ ) sheep ( ชชีพพ )
chair ( แชร์ ) share ( แชชร์ )
change ( เชนจ ) shape ( เชชพพ )
cheese ( ชีส ) sheet ( ชชีทท )
ส่วน เสียงph นั้น อาจพูดได้ว่าเสียงของ ph กับ f ( เฟอะ หรือ เฝอะ ) คือเสียงเดียวกัน ลองออกเสียงคำว่า phone ( โฟน ) photograph ( ฟ้อถอะกราฟ )
เสียง sq เสียงที่เปล่งออกมาจะเป็นเสียง สเควอะ ให้ทดลองออกเสียงคำเหล่านี้ เช่น squeeze ( สควีซซ ) squirrel ( สเควอเรล ) square ( สแควร์ ) squash ( สควอชช ) คำนี้อย่าลืมทำเสียง ชชช ยาวๆด้วยล่ะ 5555
อย่าลืมนะครับว่า คำเหล่านี้เวลาออกเสียง เราต้องออกเสียงทั้ง s และ q ซึ่งเราจะได้เสียงว่า สะ-เควอะ ของทุกๆ คำ สังเกตดูสิ Q กับ U ชอบอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 90 เลยแหละจะมีที่ไม่อยู่ติดกันน้อยมาก อย่างเช่นคำว่า Qantas ที่เป็นชื่อสายการบินไง แต่ยังไงซะ เราก็ออกเสียงว่า แควนทัส อยู่ดี
เสียง th ละ เจ้าเสียง th นี่มันเป็นเสียงที่เราไม่สามารถเทียบได้กับภาษาไทยได้เลย เพราะภาษาไทยเราไม่มีเสียงนี้ เหมือนกับ ภาษาอังกฤษไม่มีเสียง ง งู อ่ะ ดังนั้น ถ้าเราต้องการออกเสียง th ให้ถูกต้องนั้น ลิ้นของเราจะต้องอยู่ระหว่างฟันและมีลมแทรกผ่านออกมา ( อาจทำได้ยากหน่อย แต่ถ้าพยายามก็เห็นทำกันได้ทุกคน เสียงที่ได้คล้าย ด เด็ก ผสมกับ ท ทหาร ผสม กับ ส เสือ แหม ก็นะ พูดไปแลบลิ้นไ ปเสียงก็เลยเป็นแบบนี้แหละ 5555 เช่น Thursday thumb thing think thunder เป็นต้น
เหนื่อยละสิ คนเขียนก็เหนื่อยเหมือนกัน งั้นพอแค่นี้ก่อน นะ วันนี้ ยังไม่เข้าที่เลย หยุดมานาน 55555
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552
Phonics วันที่ 27 มีนาคม 2552
ต่อครับ
เสียง S s ลองออกเสียงคำว่า sail soap sad sun sit sand ดูนะครับ เสียงตัว S ที่เราได้ยิน คือ ซือ แค่เสียงที่ยิงฟันไว้ แล้วปล่อยให้ลมผ่านออกมา ก็จะได้ยินเสียงของ s- ce- se ด้วยเช่นกัน
เสียง T t ลองออกเสียงคำว่า talk take tap table taxi นะครับ เสียง T ที่เราได้คือเสียง เทอะ หรือ เถอะ ซึ่งแน่นอนครับว่า คำที่ลงท้ายด้วยตัว t ก็จะต้องมีเสียงของ t ด้วยเช่นคำว่า pat แพท-เทอะ(เบาๆ) แต่ไม่จำเป็นต้องออกเสียงท้ายแรงมากจนกลายเป็น แพท-เทอะ นะครับ
เสียง V v ถ้าจะให้ได้เสียง V ที่ถูกต้อง ฟันบนจะต้องกัดริมฝีปากล่างไว้เบาๆแล้วออกเสียง เวอ ออกมา ให้สังเกตว่าริมฝีปากล่างจะมีความสั่นสะเทือนด้วย เสียงที่ได้คล้ายเสียง เหวอะ ผสมกับเสียง เฝอะ บอกไม่ได้เหมือนกันว่าออกเป็นเสียงใดกันแน่ เช่นคำว่า view violin van video ส่วนคำที่ลงท้ายด้วย v ก็ต้องมีเสียง v ข้างท้ายด้วยนะครับ เช่น คำว่า drive five life knife เป็นต้น
เสียง W w ตัวอักษรนี้มีชื่อว่า ดับเบิลยู นะครับอย่าไปเปลี่ยนชื่อของเขา ( บางคนอยากอ่านว่า ดับบลิว ก็อนุโลมนะครับ ) ถ้าอยากได้ยินเสียงให้ลองออกเสียงคำว่า wall way walk water watch wait we เสียง w ที่เราได้ยินคือ เสียง เวอะ หรือ วะ ( ซึ่งก็คือเสียง ว แหวน ในภาษาไทยนั่นเอง ) คำภาษาอังกฤษที่ใช้ในการตั้งคำถามแบบเปิด( คำถามแบบที่เราใช้ถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมากกว่าคำว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ ) แทบทั้งหมดที่เรารู้จักเช่น What Where When Why ก็ออกเสียง w นะครับ ยกเว้น Who , Whose , Whom คำเหล่านี้ออกเสียงเป็นเสียงฮ นกฮูก นะครับ
เสียง X x เสียงของ x คือเสียง k บวกกับเสียง sที่ออกผสมกัน เช่น x-ray xylophone เป็นต้น ซึ่งเสียง x โดยมากจะลงท้ายคำหลายๆ คำ ที่เรารู้จักแต่พวกเรามักไม่ค่อยยอมออกเสียงกัน พวกเราชอบอออกเสียงว่า เอ็ก ทั้งๆที่เสียงมันคือ เอ็กซซซซ์ ซึ่งจะทำให้คำนั้นเสียงเพี้ยนไป เช่น fox ถ้าออกเสียงว่า ฟ็อก จะแปลว่า หมอก แต่ถ้าออกเสียงถูกต้องจะออกว่า ฟ็อกซซซ์ ซึ่งแปลว่า สุนัขจิ้งจอก เป็นต้น
เสียง Y y เสียงของ y คือเสียงของคำว่า yellow yesterday you yes year หรือเทียบเคียงกับ ภาษาไทยคือเสียง ย ยักษ์ นั่นเอง เราจะได้เสียง เยอะ จากการออกเสียงทุกๆ คำข้างต้นนะครับ ลองทำดู
เสียง Z z ตัวอักษรตัวนี้ถ้าคนอังกฤษหรือคนออสเตรเลียนจะเรียกว่า แซด แต่คนอเมริกันจะเรียกว่า ซี ( แต่คนไทย ไม่ต้อง วอรี่ เพราะว่า เราได้ทั้งสองอย่าง 5555 )แต่ เสียงของตัว z นี้ก็คือเสียงเดียวกัน กล่าวคือ เสียงที่ได้จะมีความสั่นสะเทือนระหว่างลิ้นและเพดาน เมื่อจับดูลำคอเราเบาๆจะพบความสั่นสะเทือน ( ขอย้ำว่า เบาๆนะ ไม่ใช่ บีบคอตัวเอง เดี๋ยวขาดใจตาย ไม่รู้ด้วยนะ 5555 ) เช่น เมื่อเราออกคำว่า zip zig zag zoo zebra zero เป็นต้น
นอกจากนี้ การออกเสียงภาษาอังกฤษ ยังมีคำที่ออกเสียงเป็นเสียงควบเหมือนในภาษาไทยด้วยนะครับ เช่น
เสียง bl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ blow blind blouse blue blink black blame blanket block blood ให้สังเกตว่าคำพวกนี้ ต้องออกทั้งเสียง b และเสียง l พร้อมๆกัน เช่น ถ้าเราจะอ่านคำว่า black จะต้องออกเสียงว่า เบอะ-แลค เร็วๆ เป็น แบลค เราจะไม่ออกแค่ แบค เด็ดขาด เพราะความหมายต่างกัน ( จริงๆแล้ว พวกเราคนไทยไม่น่าจะมีปัญหานี้ เพราะเรามีคำแบบนี้อยู่แล้ว เช่น คำว่า เพลง คลอง กลอง เป็นต้น )
เสียง cl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ clay clean clear clap class claw clever cliff climb cloud clown clue clock close cloth clothes ดู คำทั้งหมดข้างต้นเราต้องออกเสียงของ c และเสียงของ l พร้อมๆกัน เช่น ถ้าเราอ่านคำว่า class ก็จะได้เสียงว่า เขอะ-ลาส เร็วๆ เป็น คลาส ไม่ใช่แค่ คาส นะครับ
เสียง dr ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดู draw dream dress drag drain drop drum dry drink drill drip drive
คำทั้งหมดเมื่อคุณออกเสียงจะต้องมีเสียง d และเสียง r พร้อมๆกัน เช่นคุณอ่านคำว่า drink จะได้เสียงว่า
เดอะ-ริงค เร็วๆเป็นเสียง ดริงค ไม่ใช่แค่ ดิ้ง นะครับ
เสียง fl ลองออกเสียงคำเหล่านี้ flavor fly float flood flower flag flame flash flat flu flute ดู ซึ่งคำทั้งหมดเราจะต้องออกเสียงของทั้ง f และ l พร้อมๆกัน เช่น เมื่อเราจะอ่านคำว่า fly จะได้เสียงว่า เฟอะ-ลาย เร็วๆ กลาย เป็น ฟลาย ไม่ใช่แค่ ฟาย
เสียง gr ลองออกเสียงคำเหล่านี้ grass green grow grill grab grandmother grape group grow คำเหล่านี้ เราต้องออกเสียงของทั้ง g และ r เช่นเมื่อเราต้องการจะอ่านคำว่า grass ต้องออกเสียงว่า เกอะ-ราส เร็วๆ เป็น กราส ไม่ใช่แค่ กาส ยังมีอีกหลายคำที่ออกเสียงควบลองช่วยกันหาเพิ่มเติมดูนะครับ ขี้เกียจ ยกตัวอย่างแล้ว 5555
เสียง sn ลองออกเสียงคำเหล่านี้ sneeze snore snow snack snail snake คำเหล่านี้ทั้งหมดต้องออกเสียงทั้ง s และ n ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า สะ-เนอะ ของทุกๆ คำนะครับ ถึงจะถูกต้อง
เสียง tw ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ twig twin twelve twenty twist คำเหล่านี้ต้องออกเสียงทั้ง t และ w ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า เทอะ-เวอะ ของทุกๆ คำนะครับ
เสียง st ลองออกเสียงคำเหล่านี้ sting store stone study strong stir stop step stick still storm story street
คำเหล่านี้ต้องออกเสียงที่ตัว s และt ซึ่งเราจะได้ยินเสียงว่า สะ-เทอะ ของทุกคำนะครับ
เอาแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วมาต่อใหม่คราวหน้านะครับ Bye-bye
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552
Phonics วันที่ 20 มีนาคม 2552
ต่อดีกว่า ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ วันนี้จะคุยเรื่อง สระเสียงยาว จริงๆแล้วมันก็คือตัวที่เราค่อนข้างคุ้นเคยเพราะเราเรียกชื่อตัวอักษรนั้นๆ อยู่แล้ว เช่นชื่อที่เราเรียก A E I O U เสียงที่เราเรียก ก็คือเสียง เอ อี ไอ โอ ยู ซึ่งก็คือเสียงของสระเสียงยาวนั้นเอง
Long A Sound เช่น คำว่า Ace เราอ่านว่า เอด-ส เสียง A เสียงยาวจึงเป็นเสียง เอ แต่ Long A ก็ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ ด้วย เช่น
กลุ่ม -ay เช่น Tray- เทรย์ play-เพลย์ spray-สเปรย์ hay-เฮย์ jay-เจย์
กลุ่ม_ai เช่น sail-เซล snail-สะเนล train-เทรน rain-เรน
กลุ่ม_eigh เช่น eight-เอท weigh-เวท
หมายเหตุ อยากให้สังเกตว่าเสียง egg กับ eight ต่างกันเพราะ egg เป็นสระ e เสียง สั้น แต่ eight เป็น สระ a เสียงยาว egg จึงออกเสียงสั้นว่า eight นะครับ
วิธีสังเกตดูว่า เมื่อไหร่จะออกเสียงสั้ย เมื่อไหร่จะออกเสียงยาว ให้สังเกต จำนวนสระ ในคำนั้นๆ เช่น ปกติ ถ้ามีสระในคำนั้นๆเพียงตัวเดียว อย่าง Cat เราก็จะออกเป็นเสียงสั้น คือ แคะท (เสียงแอะ) แต่ถ้าในคำนั้นๆมีสระ สองตัว เราจะไม่ออกเสียงสระตัวหลัง แต่จะออกเสียงสระตัวหน้าเป็นเสียงยาวแทน ( ซึ่งก็คือเสียงที่เราเรียกสระตัวนั้น อย่างที่บอกตอนต้นว่า เอ อี ไอ โอ ยู เลย ขอให้ดูตัวอย่างดังต่อไปนี้
Short a sound และ Long a sound+silente
mad (แอะ) แมะด made (เอ) เมด
man (แอะ) แมะน mane(เอะ) เมน
hat (แอะ) แฮะท hate(เอะ) เฮท
cap (แอะ) แคะพ cape(เอะ) เคพ
Long E sound เช่น key เราอ่านว่า คี เสียง E เสียงยาวจึงเป็นเสียง อี แต่ Long E ยังมาให้เห็นในรูปอื่น ๆ อีกด้วย เช่น
กลุ่ม_ee เช่น feet meet sheep tree three teeth ( ฟีท มีท ชีพ ทรี ธรี ทีธ )
กลุ่ม_ea เช่น seal jeans eagle meat peanut ( ซีล จีนส อีเกิล มีท พีนัท )
กลุ่ม_ey เช่น money donkey monkey ( มันนี่ ดองคี่ มันนี่ )
กลุ่ม_ie,e เช่น he she cookie chief thief field shield ( ฮี ชี คุกกี้ ชีฟ ธีฟ ฟีลด ชีลด )
Long I sound เช่น ice มีสระสองตัวคือ i กับ e เราจึงอ่านแบบไม่สนใจสระตัวหลัง ให้อ่านเสียงสระตัวแรกเป็นเสียง ไอ ดังนั้น คำนี้จึงอ่านว่า ไอส เสียง I เสียงยาวจึงเป็นเสียง ไอ หรือ อาย ซึ่งเจ้าเสียง Long I ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ อีกเช่น
กลุ่ม_ie,y เช่น fly my shy pie tie อ่านว่า ฟลาย มาย ชาย พาย ทาย
กลุ่ม_igh เช่นhigh night light fight อ่านว่า ไฮ ไนท ไลท ไฟลท
กลุ่ม_ild,ind เช่น find kind mind blind wild child อ่านว่า ไฟน ไคน ไมน ไบลนด ( คำนี้ หรือคำภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด เวลาอ่าน ต้องออกเสียงทุกตัวอักษร จะสังเกตได้ว่า เวลาผมเขียนคำอ่าน จะมีทุกเสียงเลย เวลาออก เสียงก็ต้องครบทุกเสียงเช่นกัน ก้คล้ายๆกับภาษาไทย คำยาวๆ อย่างเช่น คำว่า พิจารณา ถ้าเรามีความรู้ เราก็ต้องออกเสียงว่า พิ จา ระ นา เราจะออกเสียงว่า พิ ลา คนฟังก็จะไมรู้เรื่องหรือ พยายามเดา แต่ก็เดาผิดก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น เริ่มตั้งแต่วันนี้ ออกเสียงให้ถูกและให้ครบ เพื่ออนาคตเวลาคุยกับฝรั่ง ๆ จะได้รู้เรื่อง นะ นะ ) เอ้า ต่อ ถัดไปก็ ไวลด ไชลด เป็นต้น
อย่างที่บอก ถ้าi เสียงยาวตามด้วย e เราก็จะไม่ออกเสียง อี นะ เช่น
time five bike write hive อ่านว่า ไทม ไฟฟ ไบค ไรท ( อ้อ แถมให้หน่อยนึง เวลาเราเห็น WR อยู่ติดกันแบบนี้ เราจะไม่ออกเสียงตัว w ให้อ่านแบบมองไม่เห็นตัวw ก็เลยออกแต่เสียงตัว R เท่านั้น ) ไฮฟ
Long O sound เช่น Coat เราอ่านว่า โคท เสียง O เสียงยาวเพราะคำนี้มีสระสองตัวคือตัวโอกับตัวเอ เวลาอ่าน เราก็เลยอ่านตัวหน้าเป็นเสียงโอยาว ตัวหลังเราทำเป็นมองไม่เห็นซะ คำนี้จึงออกเสียงเป็นเสียงโอ เช่น rope nose bone home rose hole note อ่านว่า โรพ โนส โบน โฮม โรส โฮล โนท แต่เจ้า Long O ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ เช่น
กลุ่ม_oe,oa เช่น คำว่า toe hoe road boat toast อ่านว่า โท โฮ โรด โบท โทสท
กลุ่ม_o,ow,old,ost เช่นคำว่า go no old gold crow bowl snow ghost อ่านว่า โก โน โกลด โครว โบลว สะโนว โกสท เป็นต้น
Long U sound เช่น University เราอ่านว่า ยูนิเวอซิตี้ เสียง U เสียงยาว หรือคำว่า Cute , Mute , Glue , Fuel ,Cube ,Huge,Use มียูกับอีอยู่ด้วยกัน เราเลยออกเสียงแบบมองไม่เห็นตัว e ดังนั้น เสียงจึงเป็นเสียงยู อ่านว่า คะยูท มะยูท กละยู ฟะยูล คะยูบ ฮะยูท ยูส แต่เสียง Long U ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ เช่น
กลุ่ม ew เช่นคำว่า screw อ่านว่า สะครู เป็นต้น
พยัญชนะ Consonants
ก็คือการที่ เราออกเสียงพยัญชนะในคำนั้นๆ อย่างเช่น
B b ถ้าอยากได้ยินเสียงของตัวอักษร B ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ
bat bird boat bear เราจะได้ยินเสียงของตัว B คือเสียง เบอะ อ่านว่า แบะท เบอะร์ด โบะท แบร์
C c ตัว c จะมี 2 เสียง คือเสียง เบา กับเสียง หนัก
C เสียงเบาจะออกเสียงตามชื่อเขาเลยว่า ซี เช่น Circle ceiling cell central cereal อ่านว่า เซอเคิล ซีลลิ่ง เซล เซ็นทรัล ซีรีล ส่วน C เสียงหนักก็ที่เราคุ้นเคย กัน เช่น cat cow car come cake แคะท คาว คาร์ คัม เคะก เราจะออกเสียงของตัว C เป็นเสียง เคอะ
ไหนเรามาดูตัว D d กัน เราลองออกเสียงคำเหล่านี้เพื่อจะได้ยินเสียงของตัวอักษร D เช่นคำว่า dog door duck doll dance deer drum เราก็จะได้ยินเสียงของตัว D เป็นเสียง เดอะ อ่านว่า ดอะก ดอร์ ดะก ดอะล แดะนซ เดียร ดระม
ส่วนตัว F f เราลองออกเสียง คำเหล่านี้เพื่อจะได้ยินเสียงของตัว F เช่นคำว่า fan four fun fish food fly อ่านว่า แฟะน โฟร ฟะน ฟิช ฟูด ฟลาย เสียงตัว f ที่เราได้ยินหรือออกเสียง ก็คือเสียงที่ปล่อยให้ลมพ่นผ่านฟันบนและริมฝีปากล่างออกมา เป็นเสีงเฝอะ เฟอะ ลองทำดูนะครับ
เสียง G g ตัว g มี 2 เสียง คือเสียง เบา และเสียง หนัก
G เสียงเบา จะออกเสียง เจอะ หรือ ตามชื่อของเขา คือ จี เช่น Giraffe orange gel gym อ่านว่า จิราฟ ออะเรนจ เจะล จิม ส่วน G เสียงหนัก ถ้าเราออกเสียงคำเหล่านี้จะได้เสียง G หนัก คือ เกอะ เช่น gun go game girl goose ghost good อ่านว่า กะน เกะม เกอะล กูส โกะสท กูด เป็นต้น
เสียง H h ตัวนี้อ่านว่า เอช นะครับ ไม่รู้ทำไมชอบได้ยินคนออกเสียงเป็น เฮช คำเหล่านสี้ต้องออกเสียง เหอะ เช่น Hot House Home Hand ham ออกเสียงว่า ฮอะท เฮาส โฮม แฮนด แฮม เสียงที่เราต้องออกเพื่อให้ได้คำเหล่านี้คือ เฮอะ หรือ เหอะ นั่นเอง
ต่อไป เสียง เจอะ หรือ J j ลองออกเสียงคำเหล่านี้ jump jar jet jug อ่านว่า จะมพ์ จาร์ เจะท จะก(ขอให้สังเกตคำว่า jug มีตัว g ลงท้ายต้องมีเสียง g ตามหลังด้วย คือเสียง เกอะ แต่ไม่ต้องเป็น จัค-เกอะ ออกมาแรง ๆ แค่ออกเกอะในลำคอเบาๆให้พอมีเสียงพอสังเกตก็พอ )
ตัว เคอะ หรือ เขอะ K k ลองออกเสียงคำเหล่านี้ kick kite kitchen king kiss ออกเสียงเป็น คิค ไคท คิทเช่น คิง คิส
ตัว L l ตัว L ถ้าเราวางตำแหน่ง ลิ้นไว้หลังฟันหน้าด้านในติดกับเพดานเราก็จะได้เสียงของตัว L ที่ ถูกต้องขอให้ลองออกคำเหล่านี้ lion love leg lemon lock look อ่าว่า ไลออน โลฟ เละม ออน ลอะค ลุค
ขอให้สังเกตุคำที่ลงท้ายด้วย L ก็ต้องออกเสียงเหลอะหรือ แอล ตอนจบ ด้วยนะครับ เช่น oil ออ-อิล หรือ style สไต-อิล
ตัว M m จะออกเสียง เหมอะ อย่างคำเหล่านี้เช่น moon monkey money man map อ่านว่า มูน มะงกี้ มะนนี่ แมะน แมะพ
เสียง N n ลองออกเสียงเนอะ อย่างคำเหล่านี้เช่น noon name nail nine new อ่านว่า นูน เนะม เนะล ไนล นะยู เสียง ที่เราได้คือเสียง นือ ที่ค่อนข้างขึ้นจมูก ลองสังเกตุคำว่า wine เราต้องออกเสียง n ไว้ ข้างท้ายคำด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะได้เสียงของคำว่า Why ซึ่งกลายเป็นคนละคำ คนละความหมายไปเลย นี่แหละ ถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่าออกให้ถูกน๊า
เสียง P p เพอะ ก็ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดู เช่น pan ponds paper pocket pen party ออกเสียงว่า แพะน พอะนส เพเพอร์ พอกเก็ท เพะน พาร์ตี้ เสียง P ที่เราได้คือเสียง เพอะ ส่วนเสียงท้ายของคำที่ลงท้ายด้วย P ก็ต้องออกเสียงด้วยเช่นกัน เช่น cup แต่เราไม่ต้องออก คัพ-เพอะ ออกมาขนาดนั้น แค่เปิดริมผีปากนิดหน่อยแล้วพ่นลมเหมือนตอนเด็กๆเราเล่นเป่ากบ เราก็จะได้เสียงของคำว่า cup ที่ถูกต้อง
เสียง Q q ลองออกเสียงคำเหล่านี้ queen quiz question quick ออกเสียงเป็น ควะอีน ควะอิซ ควะเอสชั่น ควะอิก เสียง Q ที่เราได้คือ ควะ หรือคล้าย ๆ กับเสียงที่เป็ดร้อง
ตัว R r เสียงของตัว R ถ้าเราจะทำเสียงเหมือนตอนที่เรากลั้วคอตอนเช้า หรือทำเสียงที่เวลาเด็กๆ เล่นรถ แล้วทำเสียง รื่น รื่น ก็จะได้เสียงของตัว r ที่ถูกต้องค่ะ rat run rabbit ring road red read คำที่ลงท้ายด้วย r ก็ต้องมีเสียง r ข้างท้ายด้วยนะครับ เช่น คำว่า car river
ยังเหลืออีกหลายตัวครับ แต่ขออนูญาติพอแค่นี้ก่อน เพราะคงเมื่อยทั้งคนอ่านคนพิมพ์แล้วมั๊งครับ 5555
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552
13 มีนาคม 2552 ( Phonics 2)
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้หัดลอง ผสมคำแบบง่ายๆไปแล้ว ทั้งในชั้นเรียน และที่สรุปให้ฟังไปใน blog ใครทำได้แล้วก็ขอให้ฝึกฝนต่อไป คนที่ยังทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งท้อถอย ผมขอเป็นกำลังใจให้ ผมเคยยกตัวอย่างว่า การฝึกภาษาจะเปรียบไปก็เหมือนกับการหยอดกระปุกเพื่อซื้อจักรยานสักคันหนึ่ง สมมติจักยานราคา 1000บาท ถ้าเราหยอดทุกวัน วันละบาท ก็ 3 ปีกว่าก็จะได้จักรยาน 1 คัน ( ถ้าราคามันไม่ปรับซะก่อนนะ 5555 ) แต่ถ้าเราหยอดไม่ไม่หยอดมั่ง มันก็คงจะยืดเวลาการครอบครองจักยานออกไปอีก เพราะฉะนั้น หมั่นสะสมนะครับ ผมเองก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน มันได้ผล เลยบอกต่อ
เอาล่ะ สมมติว่าตอนนี้ เราได้พื้นฐานของการผสมคำกันเบื้องต้นแล้ว แต่ในชีวิตจริงๆของเรา เราคงไม่ได้เจอแต่คำเหล่านี้ เพราะว่า จริงๆแล้ว มันยังมีคำที่มีเสียงควบกล้ำ อย่างคำว่า Spring อ่านว่า สะ ปริง เสียงควบจากการออกเสียง p + r พร้อมๆกัน เราก็ต้องออกให้ครบทุกเสียงด้วย และนี่คือจุดที่สำคัญยิ่งของการฝึกภาษาอังกฤษ พวกเราคงโดนเคี่ยวเข็ญกันในชั้นเรียนแล้วว่าเอ ทำไมครูเข้มงวดจังเลยเวลาพูดแล้วไม่มีเสียง S R T K ฯลฯ ก็เพราะว่า เสียงต่างๆเหล่านี้ หากเราออกเสียงขาดไปแม้แต่เสียงเดียว ความหมายจะเพี้ยนไปทันที ตัวอย่างเช่น คำว่า Fly กับคำว่า Fry คำหลัง อ่านว่า ฟราย เสียงตัวอาร์ ส่วนคำแรกอ่านว่า ฟลาย เสียงตัวแอล หูฝรั่งนั้นเขาฟังปุ๊บแยกทันทีว่าเราพูดถึงคำไหน ระหว่างคำว่า บิน กับคำว่า ทอด ภาระจึงตกอยู่กับผู้ส่งสาร คือ คนพูด ที่จะต้องพูดให้ชัด เพื่อให้ผู้รับสาร แปลให้ตรงกันกับข่าวสารที่ต้องการสื่อ ( พูดไปเหมือนวิชาการซะเหลือเกิน คนสอนเองก็เหนื่อยเหมือนกัน 5555 )
กลับมาเล่าต่อ อย่างที่บอกว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเจอกับคำง่ายๆตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน วันนี้ ผมจึงขอเสนอวิธีการฝึกในขั้นต่อไป คือการอ่าน หรือ เราอาจเรียกให้เก๋ๆก็ได้ว่า Phonics Reading ซึ่งก็คือการฝึกหัดอ่านบทความที่เน้นเสียงหลัก แต่ละเสียง ผมได้แนบไฟล์มาให้ โหลดกันด้วย เพื่อให้คนที่สนใจเอาไปฝึกอ่านกัน แน่นอนแหละว่า ในแต่ละบทความนั้น จะต้องประกอบด้วยหลายเสียงหลายแบบหลายเทคนิก แต่อยากให้สังเกตว่า แต่ละ บทความสั้นๆนั้น เราจะเน้นเสียงใดเสียงหนึ่ง โดยดูได้จาก คำต่างๆที่ใช้นั้น ส่วนใหญ่เป็นเสียงใด ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง A Map นั้น ก็จะน้นเสียง แอะ (A) เรื่อง Hot Rod ก้จะเน้น เสียง ออะ (O) เป็นต้น
ลองโหลดไปฝึกดู สงสัย ติดขัดตรงไหน ไว้เราไปถกกันต่อในห้องเรียน คนที่ไม่ฝึก เวลาอ่านจริงๆ เสียงมันจะฟ้องเลยว่า ไม่เข้าใจ ส่วนคนที่ลิ้นแข็งแล้ว ไม่ต้องกังวล เพราะว่า เราไม่ได้ต้องการ Accent ฝรั่ง แต่เราต้องการวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง ขออนุญาตยกตัวอย่าง เปรียบเทียบ อีกเรื่องสำหรับคนที่กังวล เรื่องAccent อยากบอกแบบนี้ว่า เราคงเคยเห็นคนเหนือ มีสำเนียงแบบหนึ่ง ต่อให้พูภาษากลาง เราก็พอเดาได้ว่ามาจากภาคไหนยิ่งคนใต้ยิ่งชัด เพราะจะมีสำเนียงเฉพาะ นั่นแหละ ต่อให้เราพูดฝรั่งได้คล่องแค่ไหน ถ้าเราไม่ได้เกิดที่นั่นหรือ ไปเรียนตั้งแต่เล็กๆ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมี Accent ฝรั่ง แต่ที่เราได้คือ international accent ซึ่งสามารถฟังและพูดได้กลมกลืนกับทุกชาติทั่วโลก และจากการที่ได้คุยกับคนต่างชาติ เค้าก็ชอบสำเนียงไทยเวลาพูดอังกฤษมากๆ มันป็นเอกลักษณ์ เหมือนเวลาที่เราคุยกับเพื่อนที่มาจากอีสาน หรือ ภาคอื่นนั่นแหละ ลึกๆแล้วเราก็รู้สึกดีกับสำเนียง หรือกลิ่นอายของเอกลักษณ์ในความเป็นภาคต่างๆเช่นกัน หรือไม่ใช่?
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552
Phonics 1 ( 06 March 2009)
ลองนึกดู ก็เหมือนกับการสอนผู้ใหญ่เหมือนกัน ต้องขอบอกว่า ปัญหาที่ว่า ไม่ได้เกิดกับเด็กไทยเท่านั้น ผู้ใหญ่ไทย หลายคน ( ที่ไม่ใช่ GHB staffs นะ 5555 ) ก็อ่านไม่ยักจะออก แฮะ ทั้งๆที่การอ่านหนังสืออก โคตรจะจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมากๆๆๆๆๆ เพราะ เอกสาร การติดต่อ กับผู้คน แม้แต่ อินเตอร์เน็ต ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่า เป็นแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ยังพึ่งพาการอ่านเป็นส่วนใหญ่
การอ่านหนังสือออก นอกจากจะมีประโยชน์ในการของการพัฒนาความรู้ความสามารถ การติดต่อสื่อสารแล้ว ยังสามารถทำให้โชคลาภเข้ามาตัวเราได้ด้วยนะ อย่างเช่น เราอาจจะไปอ่านเจอคอลัมน์อะไรเด็ดๆ แล้วเรารู้คำตอบ ( ที่ได้จากการอ่านนั่นแหละ ) พอเราส่งไปชิงรางวัลก็ได้รางวัลมาอะไรเทือกเนี้ย ตัวอย่างนี้รู้สึกจะเว่อร์ไปหน่อย 5555 เอาล่ะ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าการอ่านหนังสือออก ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้ถึงเพียงนี้ เราก็มาออกเสียงภาษาอังกฤษกันเถอะนะ
ทีนี้ จะอ่านแบบธรรมดา เราก็คงเข้าใจภาษาของเราคนเดียว ไหนๆจะอ่านหนังสือทั้งที เราคงอยากจะอ่าน หรือ ออกเสียง ให้คนที่รู้ภาษาอังกฤษ เข้าใจว่า เราจะพูดว่าอะไรถูกมั๊ย อย่างเช่นคำว่า Vanilla ร้อยทั้งร้อย คนไทยจะอ่านว่า วะ-นิ-ลา รับรองว่า พอไปถึงเมืองนอก แล้วอยากกินไอศกรีม รสนี้พูดจนคอโป่งก็ไม่ได้กิน เพราะคำนี้ คนทั่วโลกเค้าออกเสียงกันว่า ว่ะ-นิ้ล-หล่า ( ที่เขียนนี่ ก็ไม่เหมือนที่ออกเสียงจริงนะ แต่หาตัวหนังสือภาษาไทยที่ออกเสียงใกล้เคียงกว่านี้ไม่เจอ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากรู้ ต้องเข้าเรียนนะครับ ทุกวันศุกร์ เวลา 11.45-13.15 น, ชั้น 14 โฆษณาซะเลย 5555)
ตัวอย่างนึง ที่ผมชอบยกตัวอย่างให้นักเรียนฟังก็คือ กรณีคนไทยใหญ่ที่เข้ามาทำงานที่ กทม แล้วพูดไม่ชะ ( ไม่ชัด ) เวลาพูดอะไร ไม่มีตัวสะกด อย่าง จะบอกว่า วันนั้น ฉันไปกินข้าว อร่อยมาก เรามักจะได้ยินคนเค้าล้อกันว่า วาน้า (วันนั้น ) ช้าปากีข้า ( ฉันไปกินข้าว ) อาหร่อม่าม่า ( อร่อยมากๆ ) ถามจริงๆว่า ในฐานะคนไทย พอได้ยินแบบนี้ รับรองว่าเราจะพยายามฟังให้ได้ว่า คนพูดพยายามจะสื่อสารอะไร ในที่สุดเราก็พอจะเข้าใจได้( มั๊ง ) ว่า วันนั้น คนพูดไปกินข้าว อร่อยมาก ทำนองเดียวกัน เวลาฝรั่งฟังคนไทย( ที่พูดไม่ชัด ) พูดภาษาอังกฤษ ถ้าไม่น่าเกลียดจนเกินไป คนฟัง( ฝรั่ง ) ก็จะพอเดาได้เหมือนที่เราเดาคนไทยใหญ่พูดน่านแหละ คือพอรู้เรื่อง แต่ในใจเค้าจะคิดยังไง หารู้ไม่ ( แต่คงไม่ใช่ชื่นชมแน่ๆ ) รู้อย่างนี้แล้ว เรายังจะ พู่พาสาอากิม่าชะ ( พูดภาษาอังกฤษไม่ชัด ) อีกหรือ
สรุปก็คือว่า การออกเสียงภาษาอังกฤษให้ชัด มีความสำคัญกับการพูดและการฟังอย่างยิ่ง ถ้าเราออกเสียงไม่ถูกต้อง ผู้ฟังก็จะฟังเราไม่เข้าใจและเราก็จะฟังผู้พูดที่เป็นเจ้าของภาษาไม่เข้าใจด้วยเหมียนกัน หลายๆครั้งที่เรามักจะออกเสียงภาษาอังกฤษที่เป็นสำเนียงไทยจนเคยชิน เมื่อต้องพูดกับชาวต่างชาติเราก็จะออกเสียงนั้นๆ ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติฟังแล้วงงๆ ไป ( แม้จะพยายามเดาแบบสุดฤทธิ์ ) หรือหลายๆ ครั้งเราไม่ได้ออกเสียงท้ายของคำเพราะไม่เห็นความจำเป็น ( อันนี้คนไทยเป็นเยอะมากกกกก เพราะภาษาเราไม่มีเสียงท้าย เราก็เลยไม่รู้ว่ามันจะออกไปทำไม แต่ภาษาอังกฤามันมี นี่แหละ ปัญหาแหละ ) หรือไม่อย่างนั้นพอออกเสียงถูกต้อง ก็ถูกคนรอบข้างมองว่าดัดจริตไปนั้นเลย เราต้องมาปรับความเข้าใจกันใหม่นะครับ ถ้าต้องการพูดภาษาอังกฤษให้เพราะ ให้ดี ให้เหมือนเจ้าของภาษาก็ต้องพยายามออกเสียงให้เหมือนหรือคล้ายเจ้าของภาษาที่สุด จะสำเนียงไหนก็แล้วแต่ขอให้ความถูกต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าจะสอนเด็กๆ แล้วยิ่งสำคัญเพราะเขาจะจำในสิ่งที่เราสอนครั้งแรกไม่มีวันลืมเลือนเลย ถ้าสอนถูกแต่แรก รับรองว่าสิ่งนั้นจะติดตัวเขาไปตลอดชาติ ปู๊นเลย
เรามาเริ่มกันจาก A B C กันเลยนะครับ
Alphabet ตัวอักษรภาษาอังกฤษเราทราบกันแล้วว่ามีทั้งหมด 26 ตัว
แบ่งเป็น พยัญชนะ 21 ตัว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Consonants และสระอีก 5 ตัว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Vowels
ตัว A ตัว B ตัว C เมื่อเรายังเด็กๆ คุณครูสอนให้เราเรียกชื่อว่า เอ บี ซี นั้น คุณครูสอนถูกแล้วนะครับ แต่เสียงจริงๆของมันนั้น เป็นอย่างนี้นะครับ
Vowels สระมีทั้งเสียงสั้น และเสียงยาว
สระเสียงสั้น Short A sound เช่นคำว่า apple เราออกเสียงว่า แอะพ - เพิล เสียงของ ตัว A เสียงสั้นจึงเป็นเสียง แอะ
ยกตัวอย่างเช่น : hat cat rat fat mat bat ( แฮะท แคะท แระท แฟะท แมะท แบะท ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ที่ผมเขียนแบบนี้ ไม่ใช่ว่า ผมไม่รู้ว่าภาษาไทยเขียนยังไง แต่อยากเขียนให้เห็นเสียงที่ซ่อนอยู่ในคำนั้นๆว่า มีเสียง แอะ ซ่อนอยู่ครับ อย่าได้จำไปใช้ในชีวิตประจำวันเด็ดขาดนะครับ 55555 )
Short E sound เช่น egg เราอ่านคำนี้ว่า เอ็ก เสียงของ e เสียงสั้นจึงเป็นเสียง เอะ
ยกตัวอย่างเช่น : bed red bell ten hen pen web ( เบะด เระด เบะล เทะน เฮะน เพะน เวะป เป็นต้น )
Short I sound เช่น ink เราอ่านคำนี้ว่า อิงค เสียงของ i เสียงสั้นจึงเป็นเสียง อิ
ยกตัวอย่างเช่น : pig wig dish fish gift ( พิก วิก ดิช ฟิช กิฟท )
Short O sound เช่น fox เราอ่านคำนี้ว่า ฟอกซ เสียงของ o เสียงสั้นจั้งเป็นเสียง เอาะ หรือ ออะ
ยกตัวอย่างเช่น : box ox mop sock lock clock top doll ( บอะกซ์ ออะกซ์ มอะพ ซอะค ลอะค คลอะค ทอะพ ดอะล )
Short U sound เช่น duck เราอ่านคำนี้ว่า ดัค เสียงของ u เสียงสั้นคือเสียง อะ
ยกตัวอย่างเช่น: bug bus sub cub truck ( บะก บะส ซะบ คะพ ทระค )
วันนี้ขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ เมื่อยมือสุดทนแล้วครับ แล้วมาต่อกันคราวหน้านะครับ
