แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Beginner แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Beginner แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Preposition

Prepositions (คำบุพบท) หมายถึง คำที่ใช้นำหน้าคำนาม หรือคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำนามในประโยค เพื่อขยายความให้ผู้รับสาร เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น
Prepositions มี 3 ประเภท
1. Prepositions of Time เป็นคำบุพบทที่ใช้บอกเกี่ยวกับเวลา คำที่มักใช้บ่อยคือ at , on , in ซึ่งมีวิธีใช้ดังนี้ ยกตัวอย่างเช่น
a.in ใช้กับ เดือน ปี ฤดูกาลและช่วงเวลา เช้า บ่าย เย็น ตัวอย่างเช่น
The weather is really cold in January.
อากาศมันหนาวจริงๆเลยนะในเดือนมกราคม
We usually go to see our grandparents in summer.
เราไปเยี่ยม คุณตาคุณยาย ในฤดูร้อนเป็นประจำเลย
He was born in 1990.
เขาเกิดในปี 1990
They get up very early in the morning.
พวกเขาตื่นนอนเช้ามากๆ
หมายเหตุ ในกรณีที่วัน เดือน ปี หรือฤดูกาลต่างๆ มีคำมาขยายข้างหน้าแล้ว เช่น last Sunday , next Summer , this afternoon เป็นต้น เราจะไม่ใช้ in , on หรือ at นำหน้าอีก ตัวอย่างเช่น
I saw her last Tuesday. ฉันเจอเธอเมื่ออังคารที่แล้ว
She will be sixteen next month. เธอจะอายุสิบหกเดือนหน้า
คำที่บอกวันได้แก่ today , yesterday , tomorrowทั้งสามคำนี้ไม่ต้องมีคำบุพบทนำหน้าอีก ตัวอย่างเช่น
I will call you tomorrow. ฉันจะโทรหาเธอพรุ่งนี้นะ
b.on ใช้กับวัน และวันสำคัญ ใช้กับวันของสัปดาห์หรือวันที่ของเดือนรวมทั้งวันหยุดต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น
The students study English on Friday.
พวกนักเรียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษในวันศุกร์
I will give you a nice gift on Christmas Day.
ฉันจะให้ของขวัญดีดีกับเธอในวันคริสต์มาส
c.at ใช้กับ เวลา ( บอกเวลาตามนาฬิกาบอกช่วงของเวลา จุดย่อย ๆ ของเวลา วันหรือระยะเวลาที่เป็นเทศกาลประจำปี)
We enjoy seeing movies at midnight.
พวกเราชอบดูหนังตอนเที่ยงคืน
Khun Toi always goes home at five thirty.
คุณต้อยมักจะกลับบ้านตอน 5.30 น.
2. Prepositions of Place ( คำบุพบทบอกสถานที่ )
a.in ใน , อยู่ใน ใช้ระบุถึง "ภายใน" ของสถานที่ ตัวอย่างเช่น
We live in Bangkok.
พวกเราอาศัยอยู่ในกรุงเทพ
Look !!! The eagle is in that cage.
ดูสิ นกอินทรีอยู่ในกรงนั้นแน่ะ
Your father is sleeping in that room.
พ่อของเธอนอนอยูในห้องนั้นแน่ะ
You shouldn't talk in the library.
เธอไม่ควรคุยในห้องสมุดนะ
b.on บน , อยู่บน ใช้ระบุถึงตำแหน่งว่าอยู่ "บน" หรือ "ริม" ของสถานที่ ตัวอย่างเช่น
My book is on the red chair.
หนังสือของฉันอยู่บนเก้าอี้สีแดงนั่น
Please look at the picture on the wall.
ช่วยดูรูปภาพบนฝาผนังนั่นทีซิ
She has been on the road for more than one hour.
เธออยู่บนท้องถนนมานานกว่าชั่วโมงแล้ว
Bangkok is on the left bank of the Chao Phraya River.
กรุงเทพมหานครตั้อยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา
c.at ที่ , อยู่ที่ ใช้ระบุตำแหน่งของสถานที่เป็นจุดย่อย ๆ เช่น ที่ร้านค้า ที่โรงเรียน ที่สนามบินและใช้กับบ้านเลขที่ ตัวอย่างเช่น
There are so many taxis at the entrance of GHB.
มีแท็กซี่เยอะแยะเลยที่ทางเข้าของธนาคารอาคารสงเคราะห์
Do you work at GHB?
พวกคุณทำงานที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์เหรอ
I live at 456 ,New Road, Bangrak.
ฉันอยู่ที่บ้านเลขที่ 456 ถนนเจริญกรุง บางรัก จ้า
I has been waiting for you at the hotel.
ฉันรอเธออยู่ที่โรงแรมมาตั้งนานแล้ว

3. Prepositions อื่นๆ ( คำบุพบทอื่นๆ )
a.under ล่าง , ข้างล่าง , ใต้ , ข้างใต้
P’ Lek is sitting under that big tree.
พี่เล็กกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่นั่น
b.with ด้วย , กับ
She sings beautifully with her wonderful voice.
เธอร้องเพลงอย่างไพเราะเพราะพริ้งด้วยเสียงที่มหัศจรรย์ของเธอ
c.by โดย
Why don’t we go to Chiengmai by plane?
ทำไมเราไม่ไปเชียงใหม่โดยเครื่องบินล่ะ
d.To ใช้ระบุถึงจุดหมายปลายทางหรือผู้รับที่เป็นชื่อบุคคลหรือสรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรม ตัวอย่างเช่น
I will go to USA next year.
ฉันจะไป อเมริกา ปีหน้า
They made a visit to the museum.
พวกเขาได้เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

Phonics วันที่ 17 เมษายน 2552 ต่อ

คิดถึง Blog มากๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่วประเทศช่วงสงกรานต์ปีนี้ เป็นอีก ประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำจริงๆ ทำให้เป็นวันหยุดสงกรานต์ที่นานที่สุดในชีวิตเลย เอาล่ะ ไม่อยากพูดมากละ วันนี้เรามาคุยเรื่อง Phonics กันต่อดีกว่า เอ ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ เสียง ch นี่เอง
เสียง ch จะเป็นเสียง เชอะ ( สั้นและหนัก ) ซึ่งต่างกับเสียง sh คือเสียง ชู ( ยาวและเบา ) อย่างที่เราทำกันในห้องเรียน พูดง่ายๆก็คือ เสียง Ch เทียบได้ประมาณกับเสียง ช ช้าง หรือ ฉ ฉิ่ง ในภาษาไทย แต่เสียง Sh จะคล้ายกับเสียง ชชชชช เวลาที่เราพาเด็กไปฉี่ แล้วทำเสียงแบบนั้น ยังไงยังงั้นเลย
ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ
chew ( ชู ) shoe ( ชชู )
cheap ( ชีพพ ) sheep ( ชชีพพ )
chair ( แชร์ ) share ( แชชร์ )
change ( เชนจ ) shape ( เชชพพ )
cheese ( ชีส ) sheet ( ชชีทท )
ส่วน เสียงph นั้น อาจพูดได้ว่าเสียงของ ph กับ f ( เฟอะ หรือ เฝอะ ) คือเสียงเดียวกัน ลองออกเสียงคำว่า phone ( โฟน ) photograph ( ฟ้อถอะกราฟ )
เสียง sq เสียงที่เปล่งออกมาจะเป็นเสียง สเควอะ ให้ทดลองออกเสียงคำเหล่านี้ เช่น squeeze ( สควีซซ ) squirrel ( สเควอเรล ) square ( สแควร์ ) squash ( สควอชช ) คำนี้อย่าลืมทำเสียง ชชช ยาวๆด้วยล่ะ 5555
อย่าลืมนะครับว่า คำเหล่านี้เวลาออกเสียง เราต้องออกเสียงทั้ง s และ q ซึ่งเราจะได้เสียงว่า สะ-เควอะ ของทุกๆ คำ สังเกตดูสิ Q กับ U ชอบอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 90 เลยแหละจะมีที่ไม่อยู่ติดกันน้อยมาก อย่างเช่นคำว่า Qantas ที่เป็นชื่อสายการบินไง แต่ยังไงซะ เราก็ออกเสียงว่า แควนทัส อยู่ดี
เสียง th ละ เจ้าเสียง th นี่มันเป็นเสียงที่เราไม่สามารถเทียบได้กับภาษาไทยได้เลย เพราะภาษาไทยเราไม่มีเสียงนี้ เหมือนกับ ภาษาอังกฤษไม่มีเสียง ง งู อ่ะ ดังนั้น ถ้าเราต้องการออกเสียง th ให้ถูกต้องนั้น ลิ้นของเราจะต้องอยู่ระหว่างฟันและมีลมแทรกผ่านออกมา ( อาจทำได้ยากหน่อย แต่ถ้าพยายามก็เห็นทำกันได้ทุกคน เสียงที่ได้คล้าย ด เด็ก ผสมกับ ท ทหาร ผสม กับ ส เสือ แหม ก็นะ พูดไปแลบลิ้นไ ปเสียงก็เลยเป็นแบบนี้แหละ 5555 เช่น Thursday thumb thing think thunder เป็นต้น
เหนื่อยละสิ คนเขียนก็เหนื่อยเหมือนกัน งั้นพอแค่นี้ก่อน นะ วันนี้ ยังไม่เข้าที่เลย หยุดมานาน 55555

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

Basic Sentence Structure วันที่ 3 เมษายน 2552

วันนี้ ตอนแรก ตั้งใจว่าจะคุยเรื่อง Phonics ต่อจากคราวที่แล้ว แต่กลัวว่า นักเรียนในห้องจะเบื่อ ก็เลยเปลี่ยนแนวมาเรียน Grammar แบบง่ายๆ ดูบ้าง จริงๆแล้ว แบบทดสอบที่ใช้ในห้องไม่ได้เป็นของยากอะไรเลย ( อ๋อ ก็ใช่สิ ก็ครูเก่งแล้ว พวกคุณแอบคิดอย่างนี้ใช่มั๊ย ผมรู้ทัน 5555 ) ที่พูดว่าไม่ยาก ก็เพราะว่า มันเป็นแบบ Multiple Choices แถมวิธีการเลือกคำตอบก็ไม่ยุ่งยากเลย เราก็ใช้วิธีการตัดข้อผิดออก แป๊บเดียวก็จะเห็นว่า เจอข้อผิดเต็มเลย สุดท้ายข้อที่ถูกมันก็ผุดออกมาเอง แต่เอาล่ะ สำหรับ คนที่ยังไม่ค่อยมั่นใจ วันนี้ เราจะพูดแบบ ง่ายๆ สั้นๆ ก่อนก็แล้วกัน เนอะ จะได้ไม่หนักเกินไป
โครงสร้างประโยค ที่ใช้กับกริยาทั่วๆ ไป Present Simple Tense เป็นตามตารางนี้นะครับ

หมายเหตุ : เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ กริยาแท้ในประโยค ต้องเติม s หรือ es ส่วนการใช้ Do หรือ Does ขึ้นอยู่กับประธาน ถ้าประธานเป็น I, You, We, They หรือพหูพจน์ ให้ใช้ Do หรือ don't ในประโยคปฏิเสธ แต่ถ้าประธานเป็น He, She, It หรือเอกพจน์ให้ใช้ Does หรือ doesn't ในประโยคปฏิเสธนะครับ
เราจะใช้ Tense นี้เมื่อกล่าวถึง
1. การกระทำ หรือ เหตุการณ์ที่เป็นความจริงเสมอ
The sun rises in the east.
The moon shines at night.
The earth goes round the sun.
Dog have four legs.
2. การกระทำที่ทำเป็นประจำ หรือเป็นนิสัย
The baby cries every night.
They do not walk to school every day.
ทีนี้ เราก็มาดูเรื่องกฎการเติม S ท้ายคำกริยา ถ้าเป็นกริยาทั่วไป ให้ +S เช่น eat – eats , work - works , know – knows , sit – sits เป็นต้น
แต่ถ้า เป็นคำกริยาที่ลงท้ายด้วย s, sh, ch, x, o ให้ +es เช่น pass- passes , teach – teaches , box- boxes ,push- pushes , go-goes เป็นต้น
ส่วนกริยาที่ลงท้ายด้วย y ถ้าหน้า y เป็นสระ ให้ +s ได้เลย เช่น say – says , Play – plays แต่ถ้าหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i ก่อนแล้วถึงเติม es เช่น fly – flies , cry – cries เป็นต้น
นี่แหละครับ เป็นการอธิบายที่ง่ายที่สุดแล้ว อ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ถามได้นะครับ ถ้าถามแล้วยังไม่เข้าใจ ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ สงสัยต้องตัวใครตัวมันแล้วนะครับ 555555

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

The First day , Nice to see you again !!! วันแรก ดีใจที่ได้เจอกันอีก

วันนี้ เป็นวันแรกของ ชมรม ภาษาอังกฤษ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะบันทึกเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนอ่านได้ฝึกแปลและทำความเข้าใจ แต่เขียนๆไปเกรงว่า คนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษน้อยจะไม่เข้าใจ เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นภาษาไทยแทน เอาเป็นว่า จะคอยแทรก เป็นระยะๆก็แล้วกันเพื่อให้ค่อยๆปรับตัว
บทเรียนในวันนี้ ไม่มีอะไรมาก เพราะเป็นวันแรก ทุกคนก็อาจจะกำลังปรับตัวกับกระบวนการเรียนการสอนอยู่ วันนี้ อยากจะขอเล่าซัก สองเรื่อง นะครับ
หนึ่ง เรื่องการออกเสียง และการสะกดคำของคนไทย จากประสบการณ์ของผมเอง น่าแปลกใจว่า เด็กนักเรียนสมัยนี้ จน มัธยมแล้วก็ยังอ่านหนังสือไม่ออกทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ งงมากๆ เคยให้นักเรียน มัธยมต้นโรงเรียนหนึ่ง อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ให้ฟัง ปรากฏว่า อ่านไม่ออก เป็นบางคำ บางคำเป็นคำง่ายๆ ถามดู ได้ความว่า คำที่อ่านไม่ออกเป็นคำที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยอ่านไม่ได้ ฟังดูเผินๆก็น่าจะโอเค อ้าว ก็ไม่เคยอ่านจะอ่านได้ไง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้า เราอ่านหนังสือออก คำที่ไม่เคยเห็นก็ต้องมีหลักในการผสมคำให้อ่านเป็นคำให้ได้
อย่างเช่น คำว่า ขนุน เราจะอ่านว่า ขะ-นุน หรือ ขะ-หนุน คนที่เคยเห็นคำนี้มาก่อน อ่านได้ทันทีว่า ขะ-หนุน ส่วนคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้ารู้จักหลักการอ่านที่ถูกต้อง ก็จะสามารถอ่านได้ทันทีเช่นกัน ปัญหาจึงเกิดกับคนที่ไม่เคยเจอคำนี้มาก่อน และไม่รู้วิธีการอ่าน ก็จะอ่านไม่ออก ( ไม่เชื่อเอาคำนี้ไปลองให้เด็กที่อานไม่ออก ทดลองดูก็ได้ ) อีก คำตัวอย่างคือคำว่า พระพรหม คนที่อ่านภาษาไทยไม่ออก อยากให้ลองอ่านดูจริงๆ ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน มันก็มีหลักการอ่านเป็นคำ เป็นเสียงต่างๆ เอาอย่างนี้นะครับ วันนี้ เราได้เริ่มคุยกัน เกี่ยวกับเสียง สระในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีตัวอักษรที่เป็นสระ แบบที่เราเคยเรียนมาตอนเด็กๆอยู่ 5 ตัว คือ A E I O U ซึ่งเราเคยถูกสอนมาตั้งแต่เล็กๆว่าอ่านว่า เอ อี ไอ โอ ยู ซึ่งไม่ผิดนะครับ เพราะนั่นคือ เสียงที่เราใช้เรียกตัวอักษรนั้นๆ พูดง่ายๆว่าเป็นชื่อตัวอักษรนั่นเอง แต่ว่าจริงๆแล้ว เสียงของมัน ขอเน้นว่า เสียงต้องออก ดังนี้ครับ
A ออกเสียงว่า แอะ
E ออกเสียงว่า เอะ
I ออกเสียงว่า อิ
O ออกเสียงว่า เอาะ
U ออกเสียงว่า อะ
กรุณาอย่าเพิ่งเถียงหรือบ่นอะไรทั้งสิ้น ว่าเฮ้ย ทำไม ไม่เหมือนที่เคยเรียนตอนเด็กๆ ใครบอกล่ะ ว่าไม่เหมือน เหมือนเปี๊ยบเลย เพราะว่า ชื่อเรียกว่า เอ อี ไอ โอ ยู ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ เราจะมาคุยกันเรื่องเสียงสระต่างหาก คุณครูที่โรงเรียนอาจไม่เคยบอกต่างหาก วันนี้ เราเอามาบอกแล้ว รีบจดรีบจำซะนะครับ เพราะ อันนี้สำคัญสุดๆเลย เนื่องจากเป็นก้าวแรกในการหัดผสมคำให้อ่านได้อย่างถูกต้อง คำศัพท์ที่เราไม่เคยเห็น เราก็จะสามารถอ่านให้ถูกต้องได้ มากกว่า 95% ( ที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เพราะมันยังมีคำยกเว้นครับ ภาษาไทยเองยังมีเลย อย่าง พระพรหม ที่เรายกตัวอย่างไปเมื่อกี๊ไง แหม อชบจริงๆเลยคำนี้ เอามาพูดได้หลายที 555 เราจะมาดันทุรังอ่านว่า พระ พร หม ก็คงแปลกๆนะครับ ต้องอ่านว่า พระ-พรม จึงจะถูกต้อง )
วันนี้ เมื่อยมือแล้ว ขออนุญาตมาต่อวันหน้านะครับ ก่อนจบ ขอแทรกเรื่องการทักทายเป็นภาษาอังกฤษ อีกนิดนะครับ เพราะ คิดว่าบางท่านอาจยังไม่ทราบ
การทักทายในภาษาอังกฤษ มีวิธีการทักทายกันหลายแบบ ตามแต่ช่วงเวลา คล้ายๆกับภาษาไทย แต่เราอาจชอบพูดแค่คำว่า หวัดดี หรือ สวัสดี ส่วนภาษาอังกฤษ การทักทาย แบ่งตามช่วงเวลาที่เจอกัน แบบนี้ครับ
Good morning ใช้ในตอนเช้า ( ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึง 11.59 น.)
Good afternoon ใช้ในตอนหลังเที่ยง ( ตั้งแต่ 12.01 น. เป็นต้นไป )
Good evening ใช้ในตอนเย็น ( เวลาไม่ค่อยแน่นอน เอาเป็นว่า ตั้งแต่ตอนเย็นๆ ไปจนดึกๆก็ยังใช้ได้อยู่ )
Good night เจ้านี่สำมะคัญ เพราะว่า เราคิดว่า เจอกันตอนดึก ต้อง Good night ไม่ใช่นะครับ คำนี้ เอาไว้พูดเวลา จากกัน ตอนกลางคืนเท่านั้น อย่าใช้สับกับ Good evening เป็นอันขาดล่ะ อายเค้าตายเลย
Hi! ใช้กับคนกันเอง ไม่เป็นทางการ
Hello! ใช้ได้ทั่วไป ไม่ค่อยทางการเท่าไหร่
ยกตัวอย่างการเวลาเจอกัน เช่น
Good morning. how are you?
อรุณสวัสดิ์ คุณสบายดีหรือ
How are you today?
วันนี้คุณเป็นอย่างไรบ้าง
What about you?
คุณเป็นอย่างไรบ้างล่ะ
Long time no see. how about you?
ไม่ได้เจอกันนานนะ คุณเป็นอย่างไรบ้าง
ทีนี้ เวลาตอบ เราก็ตอบได้หลากหลาย
I'm fine, thank you and you? อันนี้คนไทย ถนัด เพราะถูกสอนแบบนี้ มาแต่เด็ก รวมทั้งตัวผมเองด้วย 5555
ฉันสบายดี ขอบคุณครับ แล้วคุณล่ะ
I'm o.k.
ฉันสบายดี (ใช้ตอบสำหรับคนที่คุ้นเคยกัน)
Not bad.
ก็ไม่เลวนักหรอกครับ
Very well, thanks.
สบายดีเลยล่ะ ขอบใจ
So bad, I have got a cold.
แย่หน่อยครับ ผมเป็นหวัด
ตัวอย่างการสนทนา เช่น
A : Good morning, how are you?
สวัสดีครับ สบายดีหรือครับ
B : I'm not quite well.
ไม่ค่อยดีนักหรอกครับ
A : What's the matter?
มีเรื่องอะไรหรือครับ
B : I have a fever.
ผมมีไข้ครับ
A : I'm sorry to hear that.Why don't you go to see the doctor?
ผมเสียใจด้วยนะที่ได้ยินอย่างนั้น ทำไมคุณไม่ไปหาหมอล่ะ
B : I think maybe this afternoon.
ผมคิดว่าบางทีอาจเป็นบ่ายนี้ล่ะครับ
A : I hope you get better soon.
ผมหวังว่าคุณคงสบายดีขั้นเร็ว ๆ นี้นะครับ
B : Thank you. Where're you going?
ขอบคุณครับ แล้วคุณกำลังจะไปไหนครับ
A : I'm going to the office.
ผมกำลังจะไปที่ทำงาน
B : Well, have a nice day.
งั้น ก็ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะ
A : Thank, see you later.
ขอบคุณ แล้วพบกันใหม่นะครับ
B : Bye!
ลาก่อนครับ