คิดถึง Blog มากๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่วประเทศช่วงสงกรานต์ปีนี้ เป็นอีก ประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำจริงๆ ทำให้เป็นวันหยุดสงกรานต์ที่นานที่สุดในชีวิตเลย เอาล่ะ ไม่อยากพูดมากละ วันนี้เรามาคุยเรื่อง Phonics กันต่อดีกว่า เอ ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ เสียง ch นี่เอง
เสียง ch จะเป็นเสียง เชอะ ( สั้นและหนัก ) ซึ่งต่างกับเสียง sh คือเสียง ชู ( ยาวและเบา ) อย่างที่เราทำกันในห้องเรียน พูดง่ายๆก็คือ เสียง Ch เทียบได้ประมาณกับเสียง ช ช้าง หรือ ฉ ฉิ่ง ในภาษาไทย แต่เสียง Sh จะคล้ายกับเสียง ชชชชช เวลาที่เราพาเด็กไปฉี่ แล้วทำเสียงแบบนั้น ยังไงยังงั้นเลย
ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ
chew ( ชู ) shoe ( ชชู )
cheap ( ชีพพ ) sheep ( ชชีพพ )
chair ( แชร์ ) share ( แชชร์ )
change ( เชนจ ) shape ( เชชพพ )
cheese ( ชีส ) sheet ( ชชีทท )
ส่วน เสียงph นั้น อาจพูดได้ว่าเสียงของ ph กับ f ( เฟอะ หรือ เฝอะ ) คือเสียงเดียวกัน ลองออกเสียงคำว่า phone ( โฟน ) photograph ( ฟ้อถอะกราฟ )
เสียง sq เสียงที่เปล่งออกมาจะเป็นเสียง สเควอะ ให้ทดลองออกเสียงคำเหล่านี้ เช่น squeeze ( สควีซซ ) squirrel ( สเควอเรล ) square ( สแควร์ ) squash ( สควอชช ) คำนี้อย่าลืมทำเสียง ชชช ยาวๆด้วยล่ะ 5555
อย่าลืมนะครับว่า คำเหล่านี้เวลาออกเสียง เราต้องออกเสียงทั้ง s และ q ซึ่งเราจะได้เสียงว่า สะ-เควอะ ของทุกๆ คำ สังเกตดูสิ Q กับ U ชอบอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 90 เลยแหละจะมีที่ไม่อยู่ติดกันน้อยมาก อย่างเช่นคำว่า Qantas ที่เป็นชื่อสายการบินไง แต่ยังไงซะ เราก็ออกเสียงว่า แควนทัส อยู่ดี
เสียง th ละ เจ้าเสียง th นี่มันเป็นเสียงที่เราไม่สามารถเทียบได้กับภาษาไทยได้เลย เพราะภาษาไทยเราไม่มีเสียงนี้ เหมือนกับ ภาษาอังกฤษไม่มีเสียง ง งู อ่ะ ดังนั้น ถ้าเราต้องการออกเสียง th ให้ถูกต้องนั้น ลิ้นของเราจะต้องอยู่ระหว่างฟันและมีลมแทรกผ่านออกมา ( อาจทำได้ยากหน่อย แต่ถ้าพยายามก็เห็นทำกันได้ทุกคน เสียงที่ได้คล้าย ด เด็ก ผสมกับ ท ทหาร ผสม กับ ส เสือ แหม ก็นะ พูดไปแลบลิ้นไ ปเสียงก็เลยเป็นแบบนี้แหละ 5555 เช่น Thursday thumb thing think thunder เป็นต้น
เหนื่อยละสิ คนเขียนก็เหนื่อยเหมือนกัน งั้นพอแค่นี้ก่อน นะ วันนี้ ยังไม่เข้าที่เลย หยุดมานาน 55555
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Technique แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Technique แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
ฝึก Listening ยังไงดีถึงจะเข้าใจภาษาอังกฤษ ( 30 มีนาคม 2552 )
ปัญหาหนึ่งที่มีนักเรียนถามมากที่สุด คือคำถามที่ว่า จะฝึก Listening ยังไงดีน๊า ถึงจะฟังฝรั่งพูดรู้เรื่องซักที เออ แล้วจะฝึก Listening ได้ที่ไหนบ้างหนอจะได้เก่ง Listening กะเค้าบ้าง ฯลฯ
วันนี้ก็โดนถามอีกแล้ว ว่าทำไงถึงจะเก่งภาษาอังกฤษ วันนี้ก็ขอเริ่มต้นแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา หลักง่ายๆที่ผมใช้คือหลักของพระพุทธเจ้านะครับ คือให้หลัก อิทธิบาท 4 จริงๆแล้วก็เป็นหลักสากลในการที่จะทำทุกสิ่งให้สำเร็จนะครับ หลักง่ายๆมี ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นๆ วิริยะ ความพากเพียรทำในสิ่งนั้นๆ จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นๆ วิมังสา คือ ความหมั่นความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน แค่ข้อแรก เราก็แย่แล้ว เพราะว่า ลองถามตัวเองดูสิ ว่า เรามีความพอใจรักใคร่ในภาษาอังกฤษ หรือ อยากเก่งมากแค่ไหน ถ้าอยากเก่งมาก แต่เอาใจใส่น้อย ให้ความสำคัญน้อย โอกาสสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ก็คงไม่ง่าย เพราะมันไม่สอดคล้องกับหลักการ ทุกวันนี้ เท่าที่ผมสังเกต จะเป็นแบบที่ว่านี่แหละครับ คือ อยากให้เก่งมากๆ พูดเป็นไฟ โต้ตอบได้ ฉับไว พึ่บพั่บๆ มีแต่ความอยากแต่ไม่ลงทุน อยากให้มีสูตรสำเร็จ ที่เก่งได้ในสามวันเจ็ดวัน บอกได้เลยว่า ยากส์ ดังนั้นขอให้ใช้หลักอิทธิบาทสี่ของพระพุทธเจ้า ที่ใช้กันมาหลายพันปีนี่แหละ ดีที่สุด ไม่อยากพูดมากเดี๋ยวจะกลายเป็นบรรยายธรรมมะไป 5555 เอาเป็นว่า ขอให้ข้อแรกกะ ข้อสองให้ผ่านก่อนเหอะ ขอเหอะนะ ลงทุนกันหน่อย คนที่เค้าเก่งๆ เค้าก็ลงทุน ลงเวลากันทั้งนั้นแหละ
เอาล่ะ มาที่คำถามว่าแล้วจะฝึก Listening ได้ที่ไหนบ้าง คำตอบก็คือ เราสามารถ ฝึกได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะฝึกรึเปล่า อย่างเช่น ลองฟังรายการข่าวที่พูดเป็นภาษาอังกฤษ หรือ โทรหาเพื่อนแล้วคุยกันเป็นภาษาอังกฤษจนวางสาย ก็ถือว่าฝึกแล้ว ( อ้อ ไม่ต้องโทรมาหาผมนะครับ 55555 ล้อเล่น ครับ โทรมาได้เลย ) พูดง่ายๆก็คือ ฝึกมันทุกอย่างนั่นแหละ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ก่อนอย่าง ฟังเพลง ดูหนัง ดูข่าว ภาษาอังกฤษเยอะ ๆ ฟังบ่อย ๆ ให้คุ้นหู หรือลองเข้าเว็บต่างประเทศบ่อย ๆ ( อันนี้ คงไม่ต้องสอน เพราะพวกเราคงเข้าบ่อยอยู่แล้ว สารภาพเลยว่า ตัวผมเองที่เก่งได้ส่วนหนึ่งคือ เข้าเวป ทีนี้ พอเจอคำแปลกเราๆก็อยากอ่านรู้เรื่อง ก็เลยขยันเปิดดิก เปิดไปเปิดมา คำศัพท์เต็มหัวเลย ทีนี้ก็ไม่ต้องเปิดศัพท์อีกต่อไป ตอนนี้ แทบไม่ค่อยได้ใช้ดิกเลย แต่ไม่ได้แปลว่า รู้ทุกอย่างนะครับ เป็นไปไม่ได้ แต่เปิดนอยลง เพราะว่า พอนานๆไป เราจะรู้เลยว่า เราไม่ต้องเปิดดิกทุกครั้งเราก็สามารถเข้าใจได้ โดยการเดาศัพท์จากคำรอบๆ แล้วไว้จะเล่าเรื่องการเทคนิคอ่านหนังสือพิมพ์อีกทีครับ ) ดู TV หรือ ดูภาพยนตร์ sound track ก็ช่วยได้ อย่างตัวผมเองกว่าจะเก่งได้ หมดเงินค่าดูหนังไปเป็นแสนแล้ว ผมดูแทบทุกเรื่องเลย ( พูดจริงๆนะ อ้อ แนะนำให้ดูหนังโรแมนติกหรือ แนว ดราม่าเบาๆ ก่อน เพราะว่า พูดกันช้าๆ เข้าใจง่าย อย่าเพิ่งไปดูแนว แอคชั่น สงคราม หรือ แนวทนาย สืบสวน สอบสวนเด็ดขาดเชียว พูดเร็วอย่างกะปืนกล ฟังไม่ทันแล้วจะพาลท้อไปซะก่อน 5555 ) อีกอันที่น่าสนใจคือ การดูช่อง Shopping ทางเคเบิล TV เพราะโฆษณาแวนี้ มักจะมีการใช้คำสละสลวยตรงประเด็นและเข้าใจง่าย
บางคนอ่านหนังสือที่สอนภาษาอังกฤษแล้วไม่รู้เรื่อง ฟังโทรทัศน์ วิทยุก็ไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ผมว่า อย่าไปโทษใครเลย เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวเราจะฝึกพูดหมั่นซ้อมและพัฒนาภาษาของเรารึเปล่า (ผมว่าทุกคนก็คิดได้แบบนี้นะ แต่ไม่ยักทำสักที 5555 ) โอ้โฮ บางคนลงทุนไปเรียนที่แพง ๆ ดัง ๆ เจอแต่คนเก่ง ๆ ( เน่าเลย ) เซ็งปนเศร้า เพราะดันไปเปรีบเทียบ ตัวเรา ณ วันนี้ กับเค้า ( ผู้ซึ่งน่าจะฝึกมานานแล้ว แล้วก็พาลไม่อยากไปเรียน เลยพูดไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง เสียเงินเปล่า ๆ ) ผมว่าไม่แฟร์ ลองใช้จินตนาการที่ผมแนะนำมาตลอดว่า เออ ซักวันนึง ฉันจะต้องเก่งแบบเธอให้ได้เลย เอาเค้าเป็นตัวอย่าง มองให้เห็นตัวเราในอนาคตที่สามารถพูดได้แบบนั้น แล้วเปรียบเทียบกับคนอื่น แบบนี้ถึงจะมีสิทธิ์ สำเร็จ และมีไฟ ไม่ท้อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ดีที่สุด คือหาโอกาสไปคุยกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ หรือ เจ้าของภาษาโดยตรงก็ได้ นี่แหละเป็นวิธีการฝึกฝนที่ดีที่สุด แหม ไม่อยากจะคุยกับมันเลย เราโง่ภาษาอังกฤษจะตาย ฝรั่งก็มาชวนคุยอยู่ได้ ต้องจำใจคุยด้วยแบบงู ๆ ปลา ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เชื่อมั๊ย บ่อย ๆ เข้าเราก็เริ่มชินและกล้าพูดจนได้ ในชั้นเรียนนั่นแหละ เวลาให้พูดอะไรก็พูดไปเหอะ ผิดถูกก็ช่างมันปะไร ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่เรา ใครมันจะเก่งตั้งแต่เกิด พูดๆไป ไม่นานก็พูดได้เอง จริงๆนะ
มาถึงคำถามที่ว่า ทำยังไงถึงจะเก่ง Listening ก็ทำมันทุกอย่างที่บอกมาทั้งหมดนั่นแหละ และต้องทำใจด้วย ทำใจในที่นี้ก็คือ ทำใจให้กล้า กล้าเริ่มต้น กล้าหน้าแตก กล้าโง่ (กล้าถามไง 5555 ) หลาย ๆ อย่าง เริ่มที่เราตั้งใจ ตั้งใจ และตั้งใจ รวมทั้ง ซ้อม ซ้อม และซ้อม ( กลับมา อิทธิบาท สี่ อีกละ ทีนี้เราก็ต้องคอยบอก และให้กำลังใจตัวเองด้วยนะ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น เอ๊ย ไม่ใช่ ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้น อย่าหยุดพยายาม นะครับ )
สรุปทั้งหมดที่ว่ามา ผมว่านะ หาแฟนฝรั่งซักคน 55555 หมดเรื่อง อ้อ ก่อนจบ ผมมี ไฟล์มาฝาก เพื่อทดสอบการฟัง อาจง่ายไปซักนิด แต่ลองฟังดูก่อน มีแบบทดสอบให้ด้วยจะได้รู้ว่า เราฟังรู้เรื่องมั๊ยตามนี้นะครับ
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cca87d30f5952ffe9ce018c8114394287
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cbe71c3d85ff9f198ce018c8114394287
มีสองเวอร์ชั่นนะครับ ลองฟังดู แล้วอย่าลืม โหลดแบบฝึกหัดมาลองทำด้วย จะได้เข้าใจยิ่งขึ้นครับ
วันนี้ก็โดนถามอีกแล้ว ว่าทำไงถึงจะเก่งภาษาอังกฤษ วันนี้ก็ขอเริ่มต้นแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา หลักง่ายๆที่ผมใช้คือหลักของพระพุทธเจ้านะครับ คือให้หลัก อิทธิบาท 4 จริงๆแล้วก็เป็นหลักสากลในการที่จะทำทุกสิ่งให้สำเร็จนะครับ หลักง่ายๆมี ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นๆ วิริยะ ความพากเพียรทำในสิ่งนั้นๆ จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นๆ วิมังสา คือ ความหมั่นความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน แค่ข้อแรก เราก็แย่แล้ว เพราะว่า ลองถามตัวเองดูสิ ว่า เรามีความพอใจรักใคร่ในภาษาอังกฤษ หรือ อยากเก่งมากแค่ไหน ถ้าอยากเก่งมาก แต่เอาใจใส่น้อย ให้ความสำคัญน้อย โอกาสสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ก็คงไม่ง่าย เพราะมันไม่สอดคล้องกับหลักการ ทุกวันนี้ เท่าที่ผมสังเกต จะเป็นแบบที่ว่านี่แหละครับ คือ อยากให้เก่งมากๆ พูดเป็นไฟ โต้ตอบได้ ฉับไว พึ่บพั่บๆ มีแต่ความอยากแต่ไม่ลงทุน อยากให้มีสูตรสำเร็จ ที่เก่งได้ในสามวันเจ็ดวัน บอกได้เลยว่า ยากส์ ดังนั้นขอให้ใช้หลักอิทธิบาทสี่ของพระพุทธเจ้า ที่ใช้กันมาหลายพันปีนี่แหละ ดีที่สุด ไม่อยากพูดมากเดี๋ยวจะกลายเป็นบรรยายธรรมมะไป 5555 เอาเป็นว่า ขอให้ข้อแรกกะ ข้อสองให้ผ่านก่อนเหอะ ขอเหอะนะ ลงทุนกันหน่อย คนที่เค้าเก่งๆ เค้าก็ลงทุน ลงเวลากันทั้งนั้นแหละ
เอาล่ะ มาที่คำถามว่าแล้วจะฝึก Listening ได้ที่ไหนบ้าง คำตอบก็คือ เราสามารถ ฝึกได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะฝึกรึเปล่า อย่างเช่น ลองฟังรายการข่าวที่พูดเป็นภาษาอังกฤษ หรือ โทรหาเพื่อนแล้วคุยกันเป็นภาษาอังกฤษจนวางสาย ก็ถือว่าฝึกแล้ว ( อ้อ ไม่ต้องโทรมาหาผมนะครับ 55555 ล้อเล่น ครับ โทรมาได้เลย ) พูดง่ายๆก็คือ ฝึกมันทุกอย่างนั่นแหละ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ก่อนอย่าง ฟังเพลง ดูหนัง ดูข่าว ภาษาอังกฤษเยอะ ๆ ฟังบ่อย ๆ ให้คุ้นหู หรือลองเข้าเว็บต่างประเทศบ่อย ๆ ( อันนี้ คงไม่ต้องสอน เพราะพวกเราคงเข้าบ่อยอยู่แล้ว สารภาพเลยว่า ตัวผมเองที่เก่งได้ส่วนหนึ่งคือ เข้าเวป ทีนี้ พอเจอคำแปลกเราๆก็อยากอ่านรู้เรื่อง ก็เลยขยันเปิดดิก เปิดไปเปิดมา คำศัพท์เต็มหัวเลย ทีนี้ก็ไม่ต้องเปิดศัพท์อีกต่อไป ตอนนี้ แทบไม่ค่อยได้ใช้ดิกเลย แต่ไม่ได้แปลว่า รู้ทุกอย่างนะครับ เป็นไปไม่ได้ แต่เปิดนอยลง เพราะว่า พอนานๆไป เราจะรู้เลยว่า เราไม่ต้องเปิดดิกทุกครั้งเราก็สามารถเข้าใจได้ โดยการเดาศัพท์จากคำรอบๆ แล้วไว้จะเล่าเรื่องการเทคนิคอ่านหนังสือพิมพ์อีกทีครับ ) ดู TV หรือ ดูภาพยนตร์ sound track ก็ช่วยได้ อย่างตัวผมเองกว่าจะเก่งได้ หมดเงินค่าดูหนังไปเป็นแสนแล้ว ผมดูแทบทุกเรื่องเลย ( พูดจริงๆนะ อ้อ แนะนำให้ดูหนังโรแมนติกหรือ แนว ดราม่าเบาๆ ก่อน เพราะว่า พูดกันช้าๆ เข้าใจง่าย อย่าเพิ่งไปดูแนว แอคชั่น สงคราม หรือ แนวทนาย สืบสวน สอบสวนเด็ดขาดเชียว พูดเร็วอย่างกะปืนกล ฟังไม่ทันแล้วจะพาลท้อไปซะก่อน 5555 ) อีกอันที่น่าสนใจคือ การดูช่อง Shopping ทางเคเบิล TV เพราะโฆษณาแวนี้ มักจะมีการใช้คำสละสลวยตรงประเด็นและเข้าใจง่าย
บางคนอ่านหนังสือที่สอนภาษาอังกฤษแล้วไม่รู้เรื่อง ฟังโทรทัศน์ วิทยุก็ไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ผมว่า อย่าไปโทษใครเลย เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวเราจะฝึกพูดหมั่นซ้อมและพัฒนาภาษาของเรารึเปล่า (ผมว่าทุกคนก็คิดได้แบบนี้นะ แต่ไม่ยักทำสักที 5555 ) โอ้โฮ บางคนลงทุนไปเรียนที่แพง ๆ ดัง ๆ เจอแต่คนเก่ง ๆ ( เน่าเลย ) เซ็งปนเศร้า เพราะดันไปเปรีบเทียบ ตัวเรา ณ วันนี้ กับเค้า ( ผู้ซึ่งน่าจะฝึกมานานแล้ว แล้วก็พาลไม่อยากไปเรียน เลยพูดไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง เสียเงินเปล่า ๆ ) ผมว่าไม่แฟร์ ลองใช้จินตนาการที่ผมแนะนำมาตลอดว่า เออ ซักวันนึง ฉันจะต้องเก่งแบบเธอให้ได้เลย เอาเค้าเป็นตัวอย่าง มองให้เห็นตัวเราในอนาคตที่สามารถพูดได้แบบนั้น แล้วเปรียบเทียบกับคนอื่น แบบนี้ถึงจะมีสิทธิ์ สำเร็จ และมีไฟ ไม่ท้อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ดีที่สุด คือหาโอกาสไปคุยกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ หรือ เจ้าของภาษาโดยตรงก็ได้ นี่แหละเป็นวิธีการฝึกฝนที่ดีที่สุด แหม ไม่อยากจะคุยกับมันเลย เราโง่ภาษาอังกฤษจะตาย ฝรั่งก็มาชวนคุยอยู่ได้ ต้องจำใจคุยด้วยแบบงู ๆ ปลา ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เชื่อมั๊ย บ่อย ๆ เข้าเราก็เริ่มชินและกล้าพูดจนได้ ในชั้นเรียนนั่นแหละ เวลาให้พูดอะไรก็พูดไปเหอะ ผิดถูกก็ช่างมันปะไร ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่เรา ใครมันจะเก่งตั้งแต่เกิด พูดๆไป ไม่นานก็พูดได้เอง จริงๆนะ
มาถึงคำถามที่ว่า ทำยังไงถึงจะเก่ง Listening ก็ทำมันทุกอย่างที่บอกมาทั้งหมดนั่นแหละ และต้องทำใจด้วย ทำใจในที่นี้ก็คือ ทำใจให้กล้า กล้าเริ่มต้น กล้าหน้าแตก กล้าโง่ (กล้าถามไง 5555 ) หลาย ๆ อย่าง เริ่มที่เราตั้งใจ ตั้งใจ และตั้งใจ รวมทั้ง ซ้อม ซ้อม และซ้อม ( กลับมา อิทธิบาท สี่ อีกละ ทีนี้เราก็ต้องคอยบอก และให้กำลังใจตัวเองด้วยนะ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น เอ๊ย ไม่ใช่ ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้น อย่าหยุดพยายาม นะครับ )
สรุปทั้งหมดที่ว่ามา ผมว่านะ หาแฟนฝรั่งซักคน 55555 หมดเรื่อง อ้อ ก่อนจบ ผมมี ไฟล์มาฝาก เพื่อทดสอบการฟัง อาจง่ายไปซักนิด แต่ลองฟังดูก่อน มีแบบทดสอบให้ด้วยจะได้รู้ว่า เราฟังรู้เรื่องมั๊ยตามนี้นะครับ
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cca87d30f5952ffe9ce018c8114394287
http://www.mediafire.com/?sharekey=5507b5f4504eb09cd6baebe61b361f7cbe71c3d85ff9f198ce018c8114394287
มีสองเวอร์ชั่นนะครับ ลองฟังดู แล้วอย่าลืม โหลดแบบฝึกหัดมาลองทำด้วย จะได้เข้าใจยิ่งขึ้นครับ
วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552
How to Excel in English (Master Jonathan's tactics) วันที่ 25 มีนาคม 2552
ไปอ่านเจอ บทความเรื่อง How to Excel in English ของ Master Jonathan มา อยากแบ่งปันให้พวกเราได้อ่านกันด้วย ทำเป็นสองภาษาเพื่อให้พวกเราได้ลองฝึกแปลดู วิธีการอ่านให้อ่านภาษาอังกฤษก่อน จนจบทั้งย่อหน้า ( อ่านในใจ หรืออ่านออกเสียงก็ได้ ถ้าออกเสียงก็ดีจะได้ฟังเสียงตัวเองไปด้วย ) จากนั้น ลองนึกในใจคร่าวๆ ว่า เค้าต้องการจะบอกว่าอะไร ไม่จำเป็นต้องแปลออกทุกตัว ขอแค่ใจความสำคัญจากนั้น ลองดู คำแปลภาษาไทยด้านล่างว่าใกล้เคียงกับที่เราคิดเอาไว้หรือเปล่า ไม่ต้องตกใจถ้าคำแปลไม่ตรงกับที่เรานึกเอาไว้ เราก็มาดูต่อว่า ที่เราคิดไว้กับคำแปลที่ลงไว้ แตกต่างกันตรงไหน มีศัพท์คำไหน ที่เราแปลผิดไป ทำแบบนี้บ่อย ๆ สมองเราจะจดจำได้อย่างแม่นยำจากความผิดพลาดที่เราทำซ้ำๆ ( ความผิดพลาด ที่เราแก้ไขแล้วนะ ไม่ใช่จำแต่ความผิด หรือจำอย่างผิดๆ 555 ) อ้อ คราวที่แล้ว พยายามส่ง Link File บทเรียนในห้อง ( Conversation Dialoque ) มาให้แล้วไม่สำเร็จ วันนี้ เลยลองส่งลิงค์นี้มาอีกทีนะครับ ลองโหลดดูนะครับ ( คนที่ขาดเรียน ก็ไม่ต้องไปยืมเพื่อนนะครับ พรินท์เองได้เลย )
http://www.mediafire.com/?nj2zhzaznji
วิธีที่จะทำให้เก่งภาษาอังกฤษ ( ด้วยวิธีของท่าน ปรมาจารย์ โจนาธาน )
A lot of Thai students especially English admirers, would like to know "how to be good at English". According to Joseph Bellafiore, a veteran American linguist, the best way to excel of English is to try to enrich your word power. "The more vocabularies you gain, the better English learner you are," says Bellafiore.
เด็กนักเรียนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบภาษาอังกฤษล้วนอยากจะทราบ "วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง" กันทั้งนั้น โจเซฟ เบลลาฟิโอเร นักภาษาศาสตร์อเมริกันผู้เชียวชาญ กล่าวไว้ว่า วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งก็คือ จงพยายามเสริมสร้างความรู้ในเรื่องศัพท์ "ยิ่งรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษยิ่งขึ้นเท่านั้น" เบลลาฟิโอเรกล่าว
Wide reading of books, newspapers and magazines gives you a great leap forward to increase your command of words. Since you're interested in getting better marks in English exams, landing a good job in the near future and becoming a person who can speak English fluently, you must start now! To start with, there are six ways to a better vocabulary :
การอ่านมาก ทั้งหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารจะทำให้เราก้าวไกลมากในการเพิ่มพูนเสริมสร้างการใช้ศัพท์ ในเมื่อเราสนใจอยากได้คะแนนสอบภาษาอังกฤษสูงๆ อยากได้งานดีๆ ในอนาคตอันใกล้ และอยากเป็นคนที่สามารถพูดอังกฤษคล่อง เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นทีเดียว ก็มีอยู่ 6 วิธีด้วยกันในอันที่จะทำให้เก่งศัพท์ยิ่งขึ้น
1. Experience : ประสบการณ์
You have to widen your range of experience by firsthand contact with English-speaking people. In a nutshell, you have to try to converse with English speakers-on whatevertopics-whenever you have a chance. Life is the greatest teacher of words and everything else.
เราควรเสริมสร้างเราควรจะเสริมสร้างประสบการณ์ที่มีอยู่ด้วยการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ คือ พูดง่ายๆ เราควรจะพยายามสนทนากับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีโอกาสชีวิตคือครูคำศัพท์และทุกสิ่งทุกอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
2. Reading : การอ่าน
You must develop your habit of reading English books, newspaper and magazines based on interests, hobby, vocation , etc. Reading is one of the chef tools in broadening your background.
เราต้องพัฒนานิสัยในการอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่เป็นภาษาอังกฤษบนพื้นฐานของความสนใจ งานอดิเรก อาชีพ เป็นต้น การอ่านถือว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักๆ ที่จะเสริมสร้างภูมิหลังให้แก่เรา
3. Dictionary : พจนานุกรม
You should get better acquainted with the contents and arrangements of words in the dictionary. The dictionary is a "must" for every English learner.
เราควรจะทำความคุ้นเคยกับเนื้อหาสาระและการเรียงร้อย คำในพจนานุกรมให้ดียิ่งขึ้น พจนานุกรมนั้น "จำเป็น" สำหรับคนที่เรียนภาษาอังกฤษ
4. Notebook : สมุดบันทึก
After collecting words, you are to keep a neat record of new words in your notebook. If possible, you should copy the phrase of sentence to illustrate its actual use. And don't forget to check the meaning of every word or sentence you copy.
หลังจากรวบรวมคำศัพท์ เราต้องจดบันทึกคำศัพท์ใหม่ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบในสมุดบันทึกของเราหากเป็นไปได้ให้คัดลอกวลีหรือประโยคที่แสดงถึงวิธีใช้และอย่าลืมตรวจดูความหมายของทุกคำ
5. Word-families or roots : ตระกูลศัพท์หรือรากศัพท์
You should have to study t groups of words that are related in structure and meaning because of prefixes , roots and suffixes. Latin and Greek parents have given us thousand of words in English.
เราต้องศึกษาหมวดหมู่ของคำศัพท์ต่างๆ ที่สัมพันธ์กันในโครงสร้างและความหมายอันเนื่องจากคำเติมหน้า (อุปสรรค) รากศัพท์ และคำต่อท้าย (อาคม) ตระกูลศัพท์ที่มาจากภาษาลาตินและกรีกนั้นได้ให้ศัพท์ในภาษาอังกฤษแก่เรานับพันๆ คำ
6. Word-games : เกมคำศัพท์
Just for fun , if you can become a crossword puzzle fan and solve other games that appear in newspapers, magazines, quiz books , etc. All in all, you have to read , write and speak English as much as you can, in an attempt to excel in English.
เพื่อความสนุก หากเราสามารถจะเป็นแฟนเกมปริศนาอักษรไขว้ และไขเกมคำศัพท์อื่นๆ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือเกมปริศนา เป็นต้น ทั้งนี้และทั้งนั้น เราจะต้องอ่าน เขียนและพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากเท่าที่จะมากได้ ในความพยายามที่จะทำให้เก่งอังกฤษ
ที่อ่านมาก็มีแค่ 6 ข้อ เท่านี้อะครับ วันหลังจะหาอะไร อย่างอื่นมาให้อ่านอีกครับ
http://www.mediafire.com/?nj2zhzaznji
วิธีที่จะทำให้เก่งภาษาอังกฤษ ( ด้วยวิธีของท่าน ปรมาจารย์ โจนาธาน )
A lot of Thai students especially English admirers, would like to know "how to be good at English". According to Joseph Bellafiore, a veteran American linguist, the best way to excel of English is to try to enrich your word power. "The more vocabularies you gain, the better English learner you are," says Bellafiore.
เด็กนักเรียนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบภาษาอังกฤษล้วนอยากจะทราบ "วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง" กันทั้งนั้น โจเซฟ เบลลาฟิโอเร นักภาษาศาสตร์อเมริกันผู้เชียวชาญ กล่าวไว้ว่า วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งก็คือ จงพยายามเสริมสร้างความรู้ในเรื่องศัพท์ "ยิ่งรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษยิ่งขึ้นเท่านั้น" เบลลาฟิโอเรกล่าว
Wide reading of books, newspapers and magazines gives you a great leap forward to increase your command of words. Since you're interested in getting better marks in English exams, landing a good job in the near future and becoming a person who can speak English fluently, you must start now! To start with, there are six ways to a better vocabulary :
การอ่านมาก ทั้งหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารจะทำให้เราก้าวไกลมากในการเพิ่มพูนเสริมสร้างการใช้ศัพท์ ในเมื่อเราสนใจอยากได้คะแนนสอบภาษาอังกฤษสูงๆ อยากได้งานดีๆ ในอนาคตอันใกล้ และอยากเป็นคนที่สามารถพูดอังกฤษคล่อง เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นทีเดียว ก็มีอยู่ 6 วิธีด้วยกันในอันที่จะทำให้เก่งศัพท์ยิ่งขึ้น
1. Experience : ประสบการณ์
You have to widen your range of experience by firsthand contact with English-speaking people. In a nutshell, you have to try to converse with English speakers-on whatevertopics-whenever you have a chance. Life is the greatest teacher of words and everything else.
เราควรเสริมสร้างเราควรจะเสริมสร้างประสบการณ์ที่มีอยู่ด้วยการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ คือ พูดง่ายๆ เราควรจะพยายามสนทนากับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีโอกาสชีวิตคือครูคำศัพท์และทุกสิ่งทุกอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
2. Reading : การอ่าน
You must develop your habit of reading English books, newspaper and magazines based on interests, hobby, vocation , etc. Reading is one of the chef tools in broadening your background.
เราต้องพัฒนานิสัยในการอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่เป็นภาษาอังกฤษบนพื้นฐานของความสนใจ งานอดิเรก อาชีพ เป็นต้น การอ่านถือว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักๆ ที่จะเสริมสร้างภูมิหลังให้แก่เรา
3. Dictionary : พจนานุกรม
You should get better acquainted with the contents and arrangements of words in the dictionary. The dictionary is a "must" for every English learner.
เราควรจะทำความคุ้นเคยกับเนื้อหาสาระและการเรียงร้อย คำในพจนานุกรมให้ดียิ่งขึ้น พจนานุกรมนั้น "จำเป็น" สำหรับคนที่เรียนภาษาอังกฤษ
4. Notebook : สมุดบันทึก
After collecting words, you are to keep a neat record of new words in your notebook. If possible, you should copy the phrase of sentence to illustrate its actual use. And don't forget to check the meaning of every word or sentence you copy.
หลังจากรวบรวมคำศัพท์ เราต้องจดบันทึกคำศัพท์ใหม่ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบในสมุดบันทึกของเราหากเป็นไปได้ให้คัดลอกวลีหรือประโยคที่แสดงถึงวิธีใช้และอย่าลืมตรวจดูความหมายของทุกคำ
5. Word-families or roots : ตระกูลศัพท์หรือรากศัพท์
You should have to study t groups of words that are related in structure and meaning because of prefixes , roots and suffixes. Latin and Greek parents have given us thousand of words in English.
เราต้องศึกษาหมวดหมู่ของคำศัพท์ต่างๆ ที่สัมพันธ์กันในโครงสร้างและความหมายอันเนื่องจากคำเติมหน้า (อุปสรรค) รากศัพท์ และคำต่อท้าย (อาคม) ตระกูลศัพท์ที่มาจากภาษาลาตินและกรีกนั้นได้ให้ศัพท์ในภาษาอังกฤษแก่เรานับพันๆ คำ
6. Word-games : เกมคำศัพท์
Just for fun , if you can become a crossword puzzle fan and solve other games that appear in newspapers, magazines, quiz books , etc. All in all, you have to read , write and speak English as much as you can, in an attempt to excel in English.
เพื่อความสนุก หากเราสามารถจะเป็นแฟนเกมปริศนาอักษรไขว้ และไขเกมคำศัพท์อื่นๆ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือเกมปริศนา เป็นต้น ทั้งนี้และทั้งนั้น เราจะต้องอ่าน เขียนและพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากเท่าที่จะมากได้ ในความพยายามที่จะทำให้เก่งอังกฤษ
ที่อ่านมาก็มีแค่ 6 ข้อ เท่านี้อะครับ วันหลังจะหาอะไร อย่างอื่นมาให้อ่านอีกครับ
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552
Phonics วันที่ 20 มีนาคม 2552
เอาล่ะ วันนี้เราจะมาต่อกัน หลังจากไปฝึกอ่าน บทฝึกหัด เสียง แอะ เอะ อิ ออะ อะ เรียบร้อยแล้ว อาจรู้สึกเมื่อยปากบ้าง แต่ก็นั่นแหละ เนื่องจาก ภาษาอังกฤษใช้กล้ามเนื้อปากเยอะมาก ถ้าไม่เมื่อยแสดงว่า อออกเสียงผิดวิธีแล้ว ไหนจะ ตัว V , Th , S ,T ฯลฯ 5555
ต่อดีกว่า ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ วันนี้จะคุยเรื่อง สระเสียงยาว จริงๆแล้วมันก็คือตัวที่เราค่อนข้างคุ้นเคยเพราะเราเรียกชื่อตัวอักษรนั้นๆ อยู่แล้ว เช่นชื่อที่เราเรียก A E I O U เสียงที่เราเรียก ก็คือเสียง เอ อี ไอ โอ ยู ซึ่งก็คือเสียงของสระเสียงยาวนั้นเอง
Long A Sound เช่น คำว่า Ace เราอ่านว่า เอด-ส เสียง A เสียงยาวจึงเป็นเสียง เอ แต่ Long A ก็ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ ด้วย เช่น
กลุ่ม -ay เช่น Tray- เทรย์ play-เพลย์ spray-สเปรย์ hay-เฮย์ jay-เจย์
กลุ่ม_ai เช่น sail-เซล snail-สะเนล train-เทรน rain-เรน
กลุ่ม_eigh เช่น eight-เอท weigh-เวท
หมายเหตุ อยากให้สังเกตว่าเสียง egg กับ eight ต่างกันเพราะ egg เป็นสระ e เสียง สั้น แต่ eight เป็น สระ a เสียงยาว egg จึงออกเสียงสั้นว่า eight นะครับ
วิธีสังเกตดูว่า เมื่อไหร่จะออกเสียงสั้ย เมื่อไหร่จะออกเสียงยาว ให้สังเกต จำนวนสระ ในคำนั้นๆ เช่น ปกติ ถ้ามีสระในคำนั้นๆเพียงตัวเดียว อย่าง Cat เราก็จะออกเป็นเสียงสั้น คือ แคะท (เสียงแอะ) แต่ถ้าในคำนั้นๆมีสระ สองตัว เราจะไม่ออกเสียงสระตัวหลัง แต่จะออกเสียงสระตัวหน้าเป็นเสียงยาวแทน ( ซึ่งก็คือเสียงที่เราเรียกสระตัวนั้น อย่างที่บอกตอนต้นว่า เอ อี ไอ โอ ยู เลย ขอให้ดูตัวอย่างดังต่อไปนี้
Short a sound และ Long a sound+silente
mad (แอะ) แมะด made (เอ) เมด
man (แอะ) แมะน mane(เอะ) เมน
hat (แอะ) แฮะท hate(เอะ) เฮท
cap (แอะ) แคะพ cape(เอะ) เคพ
Long E sound เช่น key เราอ่านว่า คี เสียง E เสียงยาวจึงเป็นเสียง อี แต่ Long E ยังมาให้เห็นในรูปอื่น ๆ อีกด้วย เช่น
กลุ่ม_ee เช่น feet meet sheep tree three teeth ( ฟีท มีท ชีพ ทรี ธรี ทีธ )
กลุ่ม_ea เช่น seal jeans eagle meat peanut ( ซีล จีนส อีเกิล มีท พีนัท )
กลุ่ม_ey เช่น money donkey monkey ( มันนี่ ดองคี่ มันนี่ )
กลุ่ม_ie,e เช่น he she cookie chief thief field shield ( ฮี ชี คุกกี้ ชีฟ ธีฟ ฟีลด ชีลด )
Long I sound เช่น ice มีสระสองตัวคือ i กับ e เราจึงอ่านแบบไม่สนใจสระตัวหลัง ให้อ่านเสียงสระตัวแรกเป็นเสียง ไอ ดังนั้น คำนี้จึงอ่านว่า ไอส เสียง I เสียงยาวจึงเป็นเสียง ไอ หรือ อาย ซึ่งเจ้าเสียง Long I ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ อีกเช่น
กลุ่ม_ie,y เช่น fly my shy pie tie อ่านว่า ฟลาย มาย ชาย พาย ทาย
กลุ่ม_igh เช่นhigh night light fight อ่านว่า ไฮ ไนท ไลท ไฟลท
กลุ่ม_ild,ind เช่น find kind mind blind wild child อ่านว่า ไฟน ไคน ไมน ไบลนด ( คำนี้ หรือคำภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด เวลาอ่าน ต้องออกเสียงทุกตัวอักษร จะสังเกตได้ว่า เวลาผมเขียนคำอ่าน จะมีทุกเสียงเลย เวลาออก เสียงก็ต้องครบทุกเสียงเช่นกัน ก้คล้ายๆกับภาษาไทย คำยาวๆ อย่างเช่น คำว่า พิจารณา ถ้าเรามีความรู้ เราก็ต้องออกเสียงว่า พิ จา ระ นา เราจะออกเสียงว่า พิ ลา คนฟังก็จะไมรู้เรื่องหรือ พยายามเดา แต่ก็เดาผิดก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น เริ่มตั้งแต่วันนี้ ออกเสียงให้ถูกและให้ครบ เพื่ออนาคตเวลาคุยกับฝรั่ง ๆ จะได้รู้เรื่อง นะ นะ ) เอ้า ต่อ ถัดไปก็ ไวลด ไชลด เป็นต้น
อย่างที่บอก ถ้าi เสียงยาวตามด้วย e เราก็จะไม่ออกเสียง อี นะ เช่น
time five bike write hive อ่านว่า ไทม ไฟฟ ไบค ไรท ( อ้อ แถมให้หน่อยนึง เวลาเราเห็น WR อยู่ติดกันแบบนี้ เราจะไม่ออกเสียงตัว w ให้อ่านแบบมองไม่เห็นตัวw ก็เลยออกแต่เสียงตัว R เท่านั้น ) ไฮฟ
Long O sound เช่น Coat เราอ่านว่า โคท เสียง O เสียงยาวเพราะคำนี้มีสระสองตัวคือตัวโอกับตัวเอ เวลาอ่าน เราก็เลยอ่านตัวหน้าเป็นเสียงโอยาว ตัวหลังเราทำเป็นมองไม่เห็นซะ คำนี้จึงออกเสียงเป็นเสียงโอ เช่น rope nose bone home rose hole note อ่านว่า โรพ โนส โบน โฮม โรส โฮล โนท แต่เจ้า Long O ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ เช่น
กลุ่ม_oe,oa เช่น คำว่า toe hoe road boat toast อ่านว่า โท โฮ โรด โบท โทสท
กลุ่ม_o,ow,old,ost เช่นคำว่า go no old gold crow bowl snow ghost อ่านว่า โก โน โกลด โครว โบลว สะโนว โกสท เป็นต้น
Long U sound เช่น University เราอ่านว่า ยูนิเวอซิตี้ เสียง U เสียงยาว หรือคำว่า Cute , Mute , Glue , Fuel ,Cube ,Huge,Use มียูกับอีอยู่ด้วยกัน เราเลยออกเสียงแบบมองไม่เห็นตัว e ดังนั้น เสียงจึงเป็นเสียงยู อ่านว่า คะยูท มะยูท กละยู ฟะยูล คะยูบ ฮะยูท ยูส แต่เสียง Long U ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ เช่น
กลุ่ม ew เช่นคำว่า screw อ่านว่า สะครู เป็นต้น
พยัญชนะ Consonants
ก็คือการที่ เราออกเสียงพยัญชนะในคำนั้นๆ อย่างเช่น
B b ถ้าอยากได้ยินเสียงของตัวอักษร B ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ
bat bird boat bear เราจะได้ยินเสียงของตัว B คือเสียง เบอะ อ่านว่า แบะท เบอะร์ด โบะท แบร์
C c ตัว c จะมี 2 เสียง คือเสียง เบา กับเสียง หนัก
C เสียงเบาจะออกเสียงตามชื่อเขาเลยว่า ซี เช่น Circle ceiling cell central cereal อ่านว่า เซอเคิล ซีลลิ่ง เซล เซ็นทรัล ซีรีล ส่วน C เสียงหนักก็ที่เราคุ้นเคย กัน เช่น cat cow car come cake แคะท คาว คาร์ คัม เคะก เราจะออกเสียงของตัว C เป็นเสียง เคอะ
ไหนเรามาดูตัว D d กัน เราลองออกเสียงคำเหล่านี้เพื่อจะได้ยินเสียงของตัวอักษร D เช่นคำว่า dog door duck doll dance deer drum เราก็จะได้ยินเสียงของตัว D เป็นเสียง เดอะ อ่านว่า ดอะก ดอร์ ดะก ดอะล แดะนซ เดียร ดระม
ส่วนตัว F f เราลองออกเสียง คำเหล่านี้เพื่อจะได้ยินเสียงของตัว F เช่นคำว่า fan four fun fish food fly อ่านว่า แฟะน โฟร ฟะน ฟิช ฟูด ฟลาย เสียงตัว f ที่เราได้ยินหรือออกเสียง ก็คือเสียงที่ปล่อยให้ลมพ่นผ่านฟันบนและริมฝีปากล่างออกมา เป็นเสีงเฝอะ เฟอะ ลองทำดูนะครับ
เสียง G g ตัว g มี 2 เสียง คือเสียง เบา และเสียง หนัก
G เสียงเบา จะออกเสียง เจอะ หรือ ตามชื่อของเขา คือ จี เช่น Giraffe orange gel gym อ่านว่า จิราฟ ออะเรนจ เจะล จิม ส่วน G เสียงหนัก ถ้าเราออกเสียงคำเหล่านี้จะได้เสียง G หนัก คือ เกอะ เช่น gun go game girl goose ghost good อ่านว่า กะน เกะม เกอะล กูส โกะสท กูด เป็นต้น
เสียง H h ตัวนี้อ่านว่า เอช นะครับ ไม่รู้ทำไมชอบได้ยินคนออกเสียงเป็น เฮช คำเหล่านสี้ต้องออกเสียง เหอะ เช่น Hot House Home Hand ham ออกเสียงว่า ฮอะท เฮาส โฮม แฮนด แฮม เสียงที่เราต้องออกเพื่อให้ได้คำเหล่านี้คือ เฮอะ หรือ เหอะ นั่นเอง
ต่อไป เสียง เจอะ หรือ J j ลองออกเสียงคำเหล่านี้ jump jar jet jug อ่านว่า จะมพ์ จาร์ เจะท จะก(ขอให้สังเกตคำว่า jug มีตัว g ลงท้ายต้องมีเสียง g ตามหลังด้วย คือเสียง เกอะ แต่ไม่ต้องเป็น จัค-เกอะ ออกมาแรง ๆ แค่ออกเกอะในลำคอเบาๆให้พอมีเสียงพอสังเกตก็พอ )
ตัว เคอะ หรือ เขอะ K k ลองออกเสียงคำเหล่านี้ kick kite kitchen king kiss ออกเสียงเป็น คิค ไคท คิทเช่น คิง คิส
ตัว L l ตัว L ถ้าเราวางตำแหน่ง ลิ้นไว้หลังฟันหน้าด้านในติดกับเพดานเราก็จะได้เสียงของตัว L ที่ ถูกต้องขอให้ลองออกคำเหล่านี้ lion love leg lemon lock look อ่าว่า ไลออน โลฟ เละม ออน ลอะค ลุค
ขอให้สังเกตุคำที่ลงท้ายด้วย L ก็ต้องออกเสียงเหลอะหรือ แอล ตอนจบ ด้วยนะครับ เช่น oil ออ-อิล หรือ style สไต-อิล
ตัว M m จะออกเสียง เหมอะ อย่างคำเหล่านี้เช่น moon monkey money man map อ่านว่า มูน มะงกี้ มะนนี่ แมะน แมะพ
เสียง N n ลองออกเสียงเนอะ อย่างคำเหล่านี้เช่น noon name nail nine new อ่านว่า นูน เนะม เนะล ไนล นะยู เสียง ที่เราได้คือเสียง นือ ที่ค่อนข้างขึ้นจมูก ลองสังเกตุคำว่า wine เราต้องออกเสียง n ไว้ ข้างท้ายคำด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะได้เสียงของคำว่า Why ซึ่งกลายเป็นคนละคำ คนละความหมายไปเลย นี่แหละ ถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่าออกให้ถูกน๊า
เสียง P p เพอะ ก็ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดู เช่น pan ponds paper pocket pen party ออกเสียงว่า แพะน พอะนส เพเพอร์ พอกเก็ท เพะน พาร์ตี้ เสียง P ที่เราได้คือเสียง เพอะ ส่วนเสียงท้ายของคำที่ลงท้ายด้วย P ก็ต้องออกเสียงด้วยเช่นกัน เช่น cup แต่เราไม่ต้องออก คัพ-เพอะ ออกมาขนาดนั้น แค่เปิดริมผีปากนิดหน่อยแล้วพ่นลมเหมือนตอนเด็กๆเราเล่นเป่ากบ เราก็จะได้เสียงของคำว่า cup ที่ถูกต้อง
เสียง Q q ลองออกเสียงคำเหล่านี้ queen quiz question quick ออกเสียงเป็น ควะอีน ควะอิซ ควะเอสชั่น ควะอิก เสียง Q ที่เราได้คือ ควะ หรือคล้าย ๆ กับเสียงที่เป็ดร้อง
ตัว R r เสียงของตัว R ถ้าเราจะทำเสียงเหมือนตอนที่เรากลั้วคอตอนเช้า หรือทำเสียงที่เวลาเด็กๆ เล่นรถ แล้วทำเสียง รื่น รื่น ก็จะได้เสียงของตัว r ที่ถูกต้องค่ะ rat run rabbit ring road red read คำที่ลงท้ายด้วย r ก็ต้องมีเสียง r ข้างท้ายด้วยนะครับ เช่น คำว่า car river
ยังเหลืออีกหลายตัวครับ แต่ขออนูญาติพอแค่นี้ก่อน เพราะคงเมื่อยทั้งคนอ่านคนพิมพ์แล้วมั๊งครับ 5555
ต่อดีกว่า ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ วันนี้จะคุยเรื่อง สระเสียงยาว จริงๆแล้วมันก็คือตัวที่เราค่อนข้างคุ้นเคยเพราะเราเรียกชื่อตัวอักษรนั้นๆ อยู่แล้ว เช่นชื่อที่เราเรียก A E I O U เสียงที่เราเรียก ก็คือเสียง เอ อี ไอ โอ ยู ซึ่งก็คือเสียงของสระเสียงยาวนั้นเอง
Long A Sound เช่น คำว่า Ace เราอ่านว่า เอด-ส เสียง A เสียงยาวจึงเป็นเสียง เอ แต่ Long A ก็ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ ด้วย เช่น
กลุ่ม -ay เช่น Tray- เทรย์ play-เพลย์ spray-สเปรย์ hay-เฮย์ jay-เจย์
กลุ่ม_ai เช่น sail-เซล snail-สะเนล train-เทรน rain-เรน
กลุ่ม_eigh เช่น eight-เอท weigh-เวท
หมายเหตุ อยากให้สังเกตว่าเสียง egg กับ eight ต่างกันเพราะ egg เป็นสระ e เสียง สั้น แต่ eight เป็น สระ a เสียงยาว egg จึงออกเสียงสั้นว่า eight นะครับ
วิธีสังเกตดูว่า เมื่อไหร่จะออกเสียงสั้ย เมื่อไหร่จะออกเสียงยาว ให้สังเกต จำนวนสระ ในคำนั้นๆ เช่น ปกติ ถ้ามีสระในคำนั้นๆเพียงตัวเดียว อย่าง Cat เราก็จะออกเป็นเสียงสั้น คือ แคะท (เสียงแอะ) แต่ถ้าในคำนั้นๆมีสระ สองตัว เราจะไม่ออกเสียงสระตัวหลัง แต่จะออกเสียงสระตัวหน้าเป็นเสียงยาวแทน ( ซึ่งก็คือเสียงที่เราเรียกสระตัวนั้น อย่างที่บอกตอนต้นว่า เอ อี ไอ โอ ยู เลย ขอให้ดูตัวอย่างดังต่อไปนี้
Short a sound และ Long a sound+silente
mad (แอะ) แมะด made (เอ) เมด
man (แอะ) แมะน mane(เอะ) เมน
hat (แอะ) แฮะท hate(เอะ) เฮท
cap (แอะ) แคะพ cape(เอะ) เคพ
Long E sound เช่น key เราอ่านว่า คี เสียง E เสียงยาวจึงเป็นเสียง อี แต่ Long E ยังมาให้เห็นในรูปอื่น ๆ อีกด้วย เช่น
กลุ่ม_ee เช่น feet meet sheep tree three teeth ( ฟีท มีท ชีพ ทรี ธรี ทีธ )
กลุ่ม_ea เช่น seal jeans eagle meat peanut ( ซีล จีนส อีเกิล มีท พีนัท )
กลุ่ม_ey เช่น money donkey monkey ( มันนี่ ดองคี่ มันนี่ )
กลุ่ม_ie,e เช่น he she cookie chief thief field shield ( ฮี ชี คุกกี้ ชีฟ ธีฟ ฟีลด ชีลด )
Long I sound เช่น ice มีสระสองตัวคือ i กับ e เราจึงอ่านแบบไม่สนใจสระตัวหลัง ให้อ่านเสียงสระตัวแรกเป็นเสียง ไอ ดังนั้น คำนี้จึงอ่านว่า ไอส เสียง I เสียงยาวจึงเป็นเสียง ไอ หรือ อาย ซึ่งเจ้าเสียง Long I ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ อีกเช่น
กลุ่ม_ie,y เช่น fly my shy pie tie อ่านว่า ฟลาย มาย ชาย พาย ทาย
กลุ่ม_igh เช่นhigh night light fight อ่านว่า ไฮ ไนท ไลท ไฟลท
กลุ่ม_ild,ind เช่น find kind mind blind wild child อ่านว่า ไฟน ไคน ไมน ไบลนด ( คำนี้ หรือคำภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด เวลาอ่าน ต้องออกเสียงทุกตัวอักษร จะสังเกตได้ว่า เวลาผมเขียนคำอ่าน จะมีทุกเสียงเลย เวลาออก เสียงก็ต้องครบทุกเสียงเช่นกัน ก้คล้ายๆกับภาษาไทย คำยาวๆ อย่างเช่น คำว่า พิจารณา ถ้าเรามีความรู้ เราก็ต้องออกเสียงว่า พิ จา ระ นา เราจะออกเสียงว่า พิ ลา คนฟังก็จะไมรู้เรื่องหรือ พยายามเดา แต่ก็เดาผิดก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น เริ่มตั้งแต่วันนี้ ออกเสียงให้ถูกและให้ครบ เพื่ออนาคตเวลาคุยกับฝรั่ง ๆ จะได้รู้เรื่อง นะ นะ ) เอ้า ต่อ ถัดไปก็ ไวลด ไชลด เป็นต้น
อย่างที่บอก ถ้าi เสียงยาวตามด้วย e เราก็จะไม่ออกเสียง อี นะ เช่น
time five bike write hive อ่านว่า ไทม ไฟฟ ไบค ไรท ( อ้อ แถมให้หน่อยนึง เวลาเราเห็น WR อยู่ติดกันแบบนี้ เราจะไม่ออกเสียงตัว w ให้อ่านแบบมองไม่เห็นตัวw ก็เลยออกแต่เสียงตัว R เท่านั้น ) ไฮฟ
Long O sound เช่น Coat เราอ่านว่า โคท เสียง O เสียงยาวเพราะคำนี้มีสระสองตัวคือตัวโอกับตัวเอ เวลาอ่าน เราก็เลยอ่านตัวหน้าเป็นเสียงโอยาว ตัวหลังเราทำเป็นมองไม่เห็นซะ คำนี้จึงออกเสียงเป็นเสียงโอ เช่น rope nose bone home rose hole note อ่านว่า โรพ โนส โบน โฮม โรส โฮล โนท แต่เจ้า Long O ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ เช่น
กลุ่ม_oe,oa เช่น คำว่า toe hoe road boat toast อ่านว่า โท โฮ โรด โบท โทสท
กลุ่ม_o,ow,old,ost เช่นคำว่า go no old gold crow bowl snow ghost อ่านว่า โก โน โกลด โครว โบลว สะโนว โกสท เป็นต้น
Long U sound เช่น University เราอ่านว่า ยูนิเวอซิตี้ เสียง U เสียงยาว หรือคำว่า Cute , Mute , Glue , Fuel ,Cube ,Huge,Use มียูกับอีอยู่ด้วยกัน เราเลยออกเสียงแบบมองไม่เห็นตัว e ดังนั้น เสียงจึงเป็นเสียงยู อ่านว่า คะยูท มะยูท กละยู ฟะยูล คะยูบ ฮะยูท ยูส แต่เสียง Long U ยังมาให้เห็นในรูปอื่นๆ เช่น
กลุ่ม ew เช่นคำว่า screw อ่านว่า สะครู เป็นต้น
พยัญชนะ Consonants
ก็คือการที่ เราออกเสียงพยัญชนะในคำนั้นๆ อย่างเช่น
B b ถ้าอยากได้ยินเสียงของตัวอักษร B ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดูนะครับ
bat bird boat bear เราจะได้ยินเสียงของตัว B คือเสียง เบอะ อ่านว่า แบะท เบอะร์ด โบะท แบร์
C c ตัว c จะมี 2 เสียง คือเสียง เบา กับเสียง หนัก
C เสียงเบาจะออกเสียงตามชื่อเขาเลยว่า ซี เช่น Circle ceiling cell central cereal อ่านว่า เซอเคิล ซีลลิ่ง เซล เซ็นทรัล ซีรีล ส่วน C เสียงหนักก็ที่เราคุ้นเคย กัน เช่น cat cow car come cake แคะท คาว คาร์ คัม เคะก เราจะออกเสียงของตัว C เป็นเสียง เคอะ
ไหนเรามาดูตัว D d กัน เราลองออกเสียงคำเหล่านี้เพื่อจะได้ยินเสียงของตัวอักษร D เช่นคำว่า dog door duck doll dance deer drum เราก็จะได้ยินเสียงของตัว D เป็นเสียง เดอะ อ่านว่า ดอะก ดอร์ ดะก ดอะล แดะนซ เดียร ดระม
ส่วนตัว F f เราลองออกเสียง คำเหล่านี้เพื่อจะได้ยินเสียงของตัว F เช่นคำว่า fan four fun fish food fly อ่านว่า แฟะน โฟร ฟะน ฟิช ฟูด ฟลาย เสียงตัว f ที่เราได้ยินหรือออกเสียง ก็คือเสียงที่ปล่อยให้ลมพ่นผ่านฟันบนและริมฝีปากล่างออกมา เป็นเสีงเฝอะ เฟอะ ลองทำดูนะครับ
เสียง G g ตัว g มี 2 เสียง คือเสียง เบา และเสียง หนัก
G เสียงเบา จะออกเสียง เจอะ หรือ ตามชื่อของเขา คือ จี เช่น Giraffe orange gel gym อ่านว่า จิราฟ ออะเรนจ เจะล จิม ส่วน G เสียงหนัก ถ้าเราออกเสียงคำเหล่านี้จะได้เสียง G หนัก คือ เกอะ เช่น gun go game girl goose ghost good อ่านว่า กะน เกะม เกอะล กูส โกะสท กูด เป็นต้น
เสียง H h ตัวนี้อ่านว่า เอช นะครับ ไม่รู้ทำไมชอบได้ยินคนออกเสียงเป็น เฮช คำเหล่านสี้ต้องออกเสียง เหอะ เช่น Hot House Home Hand ham ออกเสียงว่า ฮอะท เฮาส โฮม แฮนด แฮม เสียงที่เราต้องออกเพื่อให้ได้คำเหล่านี้คือ เฮอะ หรือ เหอะ นั่นเอง
ต่อไป เสียง เจอะ หรือ J j ลองออกเสียงคำเหล่านี้ jump jar jet jug อ่านว่า จะมพ์ จาร์ เจะท จะก(ขอให้สังเกตคำว่า jug มีตัว g ลงท้ายต้องมีเสียง g ตามหลังด้วย คือเสียง เกอะ แต่ไม่ต้องเป็น จัค-เกอะ ออกมาแรง ๆ แค่ออกเกอะในลำคอเบาๆให้พอมีเสียงพอสังเกตก็พอ )
ตัว เคอะ หรือ เขอะ K k ลองออกเสียงคำเหล่านี้ kick kite kitchen king kiss ออกเสียงเป็น คิค ไคท คิทเช่น คิง คิส
ตัว L l ตัว L ถ้าเราวางตำแหน่ง ลิ้นไว้หลังฟันหน้าด้านในติดกับเพดานเราก็จะได้เสียงของตัว L ที่ ถูกต้องขอให้ลองออกคำเหล่านี้ lion love leg lemon lock look อ่าว่า ไลออน โลฟ เละม ออน ลอะค ลุค
ขอให้สังเกตุคำที่ลงท้ายด้วย L ก็ต้องออกเสียงเหลอะหรือ แอล ตอนจบ ด้วยนะครับ เช่น oil ออ-อิล หรือ style สไต-อิล
ตัว M m จะออกเสียง เหมอะ อย่างคำเหล่านี้เช่น moon monkey money man map อ่านว่า มูน มะงกี้ มะนนี่ แมะน แมะพ
เสียง N n ลองออกเสียงเนอะ อย่างคำเหล่านี้เช่น noon name nail nine new อ่านว่า นูน เนะม เนะล ไนล นะยู เสียง ที่เราได้คือเสียง นือ ที่ค่อนข้างขึ้นจมูก ลองสังเกตุคำว่า wine เราต้องออกเสียง n ไว้ ข้างท้ายคำด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะได้เสียงของคำว่า Why ซึ่งกลายเป็นคนละคำ คนละความหมายไปเลย นี่แหละ ถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่าออกให้ถูกน๊า
เสียง P p เพอะ ก็ลองออกเสียงคำเหล่านี้ดู เช่น pan ponds paper pocket pen party ออกเสียงว่า แพะน พอะนส เพเพอร์ พอกเก็ท เพะน พาร์ตี้ เสียง P ที่เราได้คือเสียง เพอะ ส่วนเสียงท้ายของคำที่ลงท้ายด้วย P ก็ต้องออกเสียงด้วยเช่นกัน เช่น cup แต่เราไม่ต้องออก คัพ-เพอะ ออกมาขนาดนั้น แค่เปิดริมผีปากนิดหน่อยแล้วพ่นลมเหมือนตอนเด็กๆเราเล่นเป่ากบ เราก็จะได้เสียงของคำว่า cup ที่ถูกต้อง
เสียง Q q ลองออกเสียงคำเหล่านี้ queen quiz question quick ออกเสียงเป็น ควะอีน ควะอิซ ควะเอสชั่น ควะอิก เสียง Q ที่เราได้คือ ควะ หรือคล้าย ๆ กับเสียงที่เป็ดร้อง
ตัว R r เสียงของตัว R ถ้าเราจะทำเสียงเหมือนตอนที่เรากลั้วคอตอนเช้า หรือทำเสียงที่เวลาเด็กๆ เล่นรถ แล้วทำเสียง รื่น รื่น ก็จะได้เสียงของตัว r ที่ถูกต้องค่ะ rat run rabbit ring road red read คำที่ลงท้ายด้วย r ก็ต้องมีเสียง r ข้างท้ายด้วยนะครับ เช่น คำว่า car river
ยังเหลืออีกหลายตัวครับ แต่ขออนูญาติพอแค่นี้ก่อน เพราะคงเมื่อยทั้งคนอ่านคนพิมพ์แล้วมั๊งครับ 5555
วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552 : คำศัพท์สำคัญจริงๆนะ
หนึ่งในปัญหาที่เจอบ่อยๆก็คือ คนไทย อยากพูด อยากเก่ง อังกฤษ แต่ไม่รู้คำศัพท์ ลองนึกดูง่ายๆก็ได้ว่า เรามีอาการอย่างที่ว่าหรือไม่ อยากพูดแต่นึกศัพท์ไม่ออก ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ สงสัยว่าเราอาจจะเข้าข่ายนี้ ก็ต้องแก้ไข ซึ่งไม่มีวิธีอะไรจะดีไปกว่าการท่องศัพท์อีกแล้ว อย่าไปเชื่อใครว่าอ่านบ่อยๆแล้วจะรู้ศัพท์เยอะ วิธีที่ว่า เหมาะสำหรับคนที่รู้คำศัพท์มากในปริมาณหนึ่ง ถ้าเกิดรู้ศัพท์น้อย แล้วยังหาญกล้าไปอ่านอะไรยากๆเข้า วันแรกยังพอทน วันที่สองก็กัดฟันทน พอวันที่สามสี่ อาจจะร้องออกมาว่า กูไม่เอาแล้วโว๊ย เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง แถมขี้เกียจเปิดคำศัพท์
ขอร้อง และ รบกวนให้ช่วยทำอย่างที่แนะนำ ใช้วิธีท่องศัพท์วันละ 10 คำก็พอ ไม่ต้องมาก คิดดูดิ เดือนนึง 30 วัน แป๊บเดียว เราก็มีคลังคำศัพท์ในหัวตั้ง 300 คำแล้ว พอสัก 2-3 เดือนเราก็รู้ศัพท์เพิ่มเป็นพันคำ ถึงตอนนั้น เราก็เริ่มอ่านบทความสั้นๆ พอรู้เรื่องแล้ว จากนั้น เราก็ค่อยๆพัฒนาไปอ่านอะไรที่ยากขึ้น ถึงตอนนั้น เชื่อมั๊ยว่าคุณจะรักภาษาอังกฤษไปโดยอัตโนมัติ แบบไม่รู้ตัวเลย
ส่วนการตความหมายของประโยคที่อ่าน ไม่ยากเลย หลังจากที่เรารู้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆแล้ว เราก็จะมาอธิบายกันถึงหน้าที่ของคำแต่ละคำในประโยค ทำไมคำนี้เคยแปลว่าอย่างนี้ แต่พอมาเข้าประโยคนี้ กลับแปลอีกอย่างนึง ยกตัวอย่างเช่น Flys have six legs . แปลว่า แมลงวันมีหกขา
As a pilot,I flys to Tokyo 5 days a month. แปลว่า ผมทำงานเป็นนักบิน ผมก็เลยต้องบินไปโตเกียวสัปดาห์ละ ห้าวัน จะเห็นได้ว่า ทั้งสองประโยค มีคำว่า flys เหมือนกันเปี๊ยบ แต่ประโยคแรก แปลว่า แมลงวัน เพราะประโยคแรก คำนี้ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ส่วนประโยคที่สองแปลว่า บิน เพราะประโยคนี้ มีประธานเรียบร้อยแล้วคือ I ดังนั้น Flys ในประโยคนี้จึงทำหน้าที่เป็นกริยา นี่แค่ sample เอาไว้จะยกตัวอย่างให้ฟังในคราวต่อไปนะครับ เอาเป็นว่า ไปทำตามที่แนะนำก่อนนะ นักเรียนที่น่ารักทุกคน แล้วคราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ
ขอร้อง และ รบกวนให้ช่วยทำอย่างที่แนะนำ ใช้วิธีท่องศัพท์วันละ 10 คำก็พอ ไม่ต้องมาก คิดดูดิ เดือนนึง 30 วัน แป๊บเดียว เราก็มีคลังคำศัพท์ในหัวตั้ง 300 คำแล้ว พอสัก 2-3 เดือนเราก็รู้ศัพท์เพิ่มเป็นพันคำ ถึงตอนนั้น เราก็เริ่มอ่านบทความสั้นๆ พอรู้เรื่องแล้ว จากนั้น เราก็ค่อยๆพัฒนาไปอ่านอะไรที่ยากขึ้น ถึงตอนนั้น เชื่อมั๊ยว่าคุณจะรักภาษาอังกฤษไปโดยอัตโนมัติ แบบไม่รู้ตัวเลย
ส่วนการตความหมายของประโยคที่อ่าน ไม่ยากเลย หลังจากที่เรารู้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆแล้ว เราก็จะมาอธิบายกันถึงหน้าที่ของคำแต่ละคำในประโยค ทำไมคำนี้เคยแปลว่าอย่างนี้ แต่พอมาเข้าประโยคนี้ กลับแปลอีกอย่างนึง ยกตัวอย่างเช่น Flys have six legs . แปลว่า แมลงวันมีหกขา
As a pilot,I flys to Tokyo 5 days a month. แปลว่า ผมทำงานเป็นนักบิน ผมก็เลยต้องบินไปโตเกียวสัปดาห์ละ ห้าวัน จะเห็นได้ว่า ทั้งสองประโยค มีคำว่า flys เหมือนกันเปี๊ยบ แต่ประโยคแรก แปลว่า แมลงวัน เพราะประโยคแรก คำนี้ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ส่วนประโยคที่สองแปลว่า บิน เพราะประโยคนี้ มีประธานเรียบร้อยแล้วคือ I ดังนั้น Flys ในประโยคนี้จึงทำหน้าที่เป็นกริยา นี่แค่ sample เอาไว้จะยกตัวอย่างให้ฟังในคราวต่อไปนะครับ เอาเป็นว่า ไปทำตามที่แนะนำก่อนนะ นักเรียนที่น่ารักทุกคน แล้วคราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 9 มีนา 2552 เราจะฝึกภาษาอังกฤษได้ยังไงบ้าง
ทุกคนคงจะคิดว่า การฝึกภาษาอังกฤษนั้น ควรจะต้องทำกันเป็นเรื่องเป็นราว ต้องไปฝึกกันในห้องเรียน หรือ สถาบันสอนภาษาที่เปิดกันเป็นดอกเห็ดอยู่ทั่ว กทม แน่ๆ
อยากบอกว่า จริงแล้ว ไม่จำเป็น เพราะภาษาอังกฤษ ตอนนี้ ใครๆก็คงจะไม่ปฎิเสธว่าเป็นภาษาสากล หรือเป็นภาษาที่สองของเราไปแล้ว ไปที่ไหนก็เจอแต่ภาษาอังกฤษ ( ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของเค้าซักหน่อย แล้วทำไม๊ ทำไมเราต้องมาใส่ใจด้วยน้า 555 )
สำหรับ คนที่ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษ อยากให้กำลังใจว่าใจเย็นๆ แหม คิดดูดิ กว่าเราจะพูดภาษาไทยได้ บ้างก็ปาเข้าไป 3-4 ขวบแล้ว นี่แค่เตาะแตะนะ แล้วกว่าจะพูดเป็นเรื่องเป็นราวก็เกือบ 10 ขวบโน่น นี่ขนาดภาษาประจำชาติเรานะเนี่ย เราได้เห็นได้ยิน ได้อ่าน ได้พูด ทุกวันยังใช้เวลานานขนาดนี้ แล้วเราอยากจะพูดภาษาที่เราไม่ได้ใช้ทุกวัน คงต้องใช้เวลากันหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราต้องไปอยู่เมืองนอกซะเมื่อไหร่ ทั้งๆที่เป็นวิธีที่ดี วิธี นึงที่จะทำให้เราเป็นเร็วขึ้น ( อ๋อ แน่นอน เพราะว่า เค้าพูดภาษาอังกฤษกันทั้งประเทศ ทั้งวันทั้งคืนพูดไม่ได้ก็แย่แล้ว 555 )
วิธีง่ายๆ ที่อยากแนะนำก็คือ พยายามหัดอ่านพวกป้ายต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษ อัไนไหนอ่านได้ก็แล้วไป อันที่อ่านไม่ออกก็จำไปถามผู้รู้ อันที่ไม่รู้คำแปล ก็เปิดดิก ( เออ นี่ก็อีกวิธีที่ทำให้เก่งภาษาอังกฤษได้ ) หรือไม่ก็ถามคนที่รู้ก็ได้ เวลาไปไหน กับเพื่อนๆ ก็เล่นเกมส์กับเพื่อนๆกันตอนเดินทางก็ได้ อย่างพวกทายคำศัพท์อะไรอย่างเนี้น แป็บเดียวก็เก่ง จนคุณงง
สำหรับคนที่เก่งอยู่แล้วเราก็สามารถเก่งขึ้นได้ โดยทำตัวเป็นที่พึ่งที่ดี ให้กับน้องๆ หรือเพื่อนๆ ในการบอกความหมายหรือแนะนำต่างๆ อันที่ไม่รู้ ก็บอกไปเลยว่า ไม่รู้ ( เพราะไม่มีใครรู้ทุกอย่างหรอกน่า ) แต่ก็บอกว่า จะไปค้นมาให้ ทำตัวแบบนี้ นอกจากจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้นแล้ว ยังได้มิตรภาพกลับมาเป็นของแถมอีกต่างๆ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คิดออกกันมั่งหรือเปล่า ว่า เราจะฝึกฝนภาษาอังกฤษได้ยังไงบ้าง เท่าที่ผมนึกออกก็น่าจะมี การอ่านบทความภาษาอังกฤษ ( แบบออกเสียง หรือไม่ออกก็ได้ แต่ถ้าออกเสียง เราจะได้ฝึกสำเนียงด้วย ซึ่งอันนี้ วิธีนี้ Highly Recommend ) เล่น เกมส์ เกี่ยวกับการเพิ่มพูนศัพท์ อย่าง สแคร๊บเบิลก็ได้ หรือ Hangman ก็น่าจะดี ( โอ๊ย เราสามารถหาเกมส์พวกนี้ ได้ จากคอมพิวเตอร์ที่ทำงานของพวกเรานั่นแหละ ( แต่ต้องตอนว่างนะ ไม่ใช่เอาเวลางานไปเล่น โดนด่า แล้วจะมาโทษกันไม่ได้เน้อ 5555) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ หรือพวกนิตยสาร เดี๋ยวนี้ก็เห็นมีเยอะแยะ เราอาจจะเลือกหัวข้อที่เราสใจ อย่างดูดวงเค้าก็ทายกันแม่นจะตายไป หัดเอามาอ่านมั่งก็ดี
ดูหนังก็เป็นอีกวิธีนึง แต่อาจเปลืองหน่อย ดูหนังที่เป็น SoundTrack นะ ไม่ใช่พากษ์ไทย พยายามฟังหน่อย ข่าวก็อีก ฟังเข้าไป ไม่นานคุณจะประหลาดใจว่า เฮ้ย เราฟังรู้เรื่องแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อยมือแล้ว ขอต่อคราวหน้านะครับ
อยากบอกว่า จริงแล้ว ไม่จำเป็น เพราะภาษาอังกฤษ ตอนนี้ ใครๆก็คงจะไม่ปฎิเสธว่าเป็นภาษาสากล หรือเป็นภาษาที่สองของเราไปแล้ว ไปที่ไหนก็เจอแต่ภาษาอังกฤษ ( ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของเค้าซักหน่อย แล้วทำไม๊ ทำไมเราต้องมาใส่ใจด้วยน้า 555 )
สำหรับ คนที่ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษ อยากให้กำลังใจว่าใจเย็นๆ แหม คิดดูดิ กว่าเราจะพูดภาษาไทยได้ บ้างก็ปาเข้าไป 3-4 ขวบแล้ว นี่แค่เตาะแตะนะ แล้วกว่าจะพูดเป็นเรื่องเป็นราวก็เกือบ 10 ขวบโน่น นี่ขนาดภาษาประจำชาติเรานะเนี่ย เราได้เห็นได้ยิน ได้อ่าน ได้พูด ทุกวันยังใช้เวลานานขนาดนี้ แล้วเราอยากจะพูดภาษาที่เราไม่ได้ใช้ทุกวัน คงต้องใช้เวลากันหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราต้องไปอยู่เมืองนอกซะเมื่อไหร่ ทั้งๆที่เป็นวิธีที่ดี วิธี นึงที่จะทำให้เราเป็นเร็วขึ้น ( อ๋อ แน่นอน เพราะว่า เค้าพูดภาษาอังกฤษกันทั้งประเทศ ทั้งวันทั้งคืนพูดไม่ได้ก็แย่แล้ว 555 )
วิธีง่ายๆ ที่อยากแนะนำก็คือ พยายามหัดอ่านพวกป้ายต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษ อัไนไหนอ่านได้ก็แล้วไป อันที่อ่านไม่ออกก็จำไปถามผู้รู้ อันที่ไม่รู้คำแปล ก็เปิดดิก ( เออ นี่ก็อีกวิธีที่ทำให้เก่งภาษาอังกฤษได้ ) หรือไม่ก็ถามคนที่รู้ก็ได้ เวลาไปไหน กับเพื่อนๆ ก็เล่นเกมส์กับเพื่อนๆกันตอนเดินทางก็ได้ อย่างพวกทายคำศัพท์อะไรอย่างเนี้น แป็บเดียวก็เก่ง จนคุณงง
สำหรับคนที่เก่งอยู่แล้วเราก็สามารถเก่งขึ้นได้ โดยทำตัวเป็นที่พึ่งที่ดี ให้กับน้องๆ หรือเพื่อนๆ ในการบอกความหมายหรือแนะนำต่างๆ อันที่ไม่รู้ ก็บอกไปเลยว่า ไม่รู้ ( เพราะไม่มีใครรู้ทุกอย่างหรอกน่า ) แต่ก็บอกว่า จะไปค้นมาให้ ทำตัวแบบนี้ นอกจากจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้นแล้ว ยังได้มิตรภาพกลับมาเป็นของแถมอีกต่างๆ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คิดออกกันมั่งหรือเปล่า ว่า เราจะฝึกฝนภาษาอังกฤษได้ยังไงบ้าง เท่าที่ผมนึกออกก็น่าจะมี การอ่านบทความภาษาอังกฤษ ( แบบออกเสียง หรือไม่ออกก็ได้ แต่ถ้าออกเสียง เราจะได้ฝึกสำเนียงด้วย ซึ่งอันนี้ วิธีนี้ Highly Recommend ) เล่น เกมส์ เกี่ยวกับการเพิ่มพูนศัพท์ อย่าง สแคร๊บเบิลก็ได้ หรือ Hangman ก็น่าจะดี ( โอ๊ย เราสามารถหาเกมส์พวกนี้ ได้ จากคอมพิวเตอร์ที่ทำงานของพวกเรานั่นแหละ ( แต่ต้องตอนว่างนะ ไม่ใช่เอาเวลางานไปเล่น โดนด่า แล้วจะมาโทษกันไม่ได้เน้อ 5555) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ หรือพวกนิตยสาร เดี๋ยวนี้ก็เห็นมีเยอะแยะ เราอาจจะเลือกหัวข้อที่เราสใจ อย่างดูดวงเค้าก็ทายกันแม่นจะตายไป หัดเอามาอ่านมั่งก็ดี
ดูหนังก็เป็นอีกวิธีนึง แต่อาจเปลืองหน่อย ดูหนังที่เป็น SoundTrack นะ ไม่ใช่พากษ์ไทย พยายามฟังหน่อย ข่าวก็อีก ฟังเข้าไป ไม่นานคุณจะประหลาดใจว่า เฮ้ย เราฟังรู้เรื่องแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อยมือแล้ว ขอต่อคราวหน้านะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
