วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552 : คำศัพท์สำคัญจริงๆนะ

หนึ่งในปัญหาที่เจอบ่อยๆก็คือ คนไทย อยากพูด อยากเก่ง อังกฤษ แต่ไม่รู้คำศัพท์ ลองนึกดูง่ายๆก็ได้ว่า เรามีอาการอย่างที่ว่าหรือไม่ อยากพูดแต่นึกศัพท์ไม่ออก ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ สงสัยว่าเราอาจจะเข้าข่ายนี้ ก็ต้องแก้ไข ซึ่งไม่มีวิธีอะไรจะดีไปกว่าการท่องศัพท์อีกแล้ว อย่าไปเชื่อใครว่าอ่านบ่อยๆแล้วจะรู้ศัพท์เยอะ วิธีที่ว่า เหมาะสำหรับคนที่รู้คำศัพท์มากในปริมาณหนึ่ง ถ้าเกิดรู้ศัพท์น้อย แล้วยังหาญกล้าไปอ่านอะไรยากๆเข้า วันแรกยังพอทน วันที่สองก็กัดฟันทน พอวันที่สามสี่ อาจจะร้องออกมาว่า กูไม่เอาแล้วโว๊ย เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง แถมขี้เกียจเปิดคำศัพท์
ขอร้อง และ รบกวนให้ช่วยทำอย่างที่แนะนำ ใช้วิธีท่องศัพท์วันละ 10 คำก็พอ ไม่ต้องมาก คิดดูดิ เดือนนึง 30 วัน แป๊บเดียว เราก็มีคลังคำศัพท์ในหัวตั้ง 300 คำแล้ว พอสัก 2-3 เดือนเราก็รู้ศัพท์เพิ่มเป็นพันคำ ถึงตอนนั้น เราก็เริ่มอ่านบทความสั้นๆ พอรู้เรื่องแล้ว จากนั้น เราก็ค่อยๆพัฒนาไปอ่านอะไรที่ยากขึ้น ถึงตอนนั้น เชื่อมั๊ยว่าคุณจะรักภาษาอังกฤษไปโดยอัตโนมัติ แบบไม่รู้ตัวเลย
ส่วนการตความหมายของประโยคที่อ่าน ไม่ยากเลย หลังจากที่เรารู้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆแล้ว เราก็จะมาอธิบายกันถึงหน้าที่ของคำแต่ละคำในประโยค ทำไมคำนี้เคยแปลว่าอย่างนี้ แต่พอมาเข้าประโยคนี้ กลับแปลอีกอย่างนึง ยกตัวอย่างเช่น Flys have six legs . แปลว่า แมลงวันมีหกขา
As a pilot,I flys to Tokyo 5 days a month. แปลว่า ผมทำงานเป็นนักบิน ผมก็เลยต้องบินไปโตเกียวสัปดาห์ละ ห้าวัน จะเห็นได้ว่า ทั้งสองประโยค มีคำว่า flys เหมือนกันเปี๊ยบ แต่ประโยคแรก แปลว่า แมลงวัน เพราะประโยคแรก คำนี้ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ส่วนประโยคที่สองแปลว่า บิน เพราะประโยคนี้ มีประธานเรียบร้อยแล้วคือ I ดังนั้น Flys ในประโยคนี้จึงทำหน้าที่เป็นกริยา นี่แค่ sample เอาไว้จะยกตัวอย่างให้ฟังในคราวต่อไปนะครับ เอาเป็นว่า ไปทำตามที่แนะนำก่อนนะ นักเรียนที่น่ารักทุกคน แล้วคราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

วันจันทร์ที่ 9 มีนา 2552 เราจะฝึกภาษาอังกฤษได้ยังไงบ้าง

ทุกคนคงจะคิดว่า การฝึกภาษาอังกฤษนั้น ควรจะต้องทำกันเป็นเรื่องเป็นราว ต้องไปฝึกกันในห้องเรียน หรือ สถาบันสอนภาษาที่เปิดกันเป็นดอกเห็ดอยู่ทั่ว กทม แน่ๆ
อยากบอกว่า จริงแล้ว ไม่จำเป็น เพราะภาษาอังกฤษ ตอนนี้ ใครๆก็คงจะไม่ปฎิเสธว่าเป็นภาษาสากล หรือเป็นภาษาที่สองของเราไปแล้ว ไปที่ไหนก็เจอแต่ภาษาอังกฤษ ( ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของเค้าซักหน่อย แล้วทำไม๊ ทำไมเราต้องมาใส่ใจด้วยน้า 555 )
สำหรับ คนที่ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษ อยากให้กำลังใจว่าใจเย็นๆ แหม คิดดูดิ กว่าเราจะพูดภาษาไทยได้ บ้างก็ปาเข้าไป 3-4 ขวบแล้ว นี่แค่เตาะแตะนะ แล้วกว่าจะพูดเป็นเรื่องเป็นราวก็เกือบ 10 ขวบโน่น นี่ขนาดภาษาประจำชาติเรานะเนี่ย เราได้เห็นได้ยิน ได้อ่าน ได้พูด ทุกวันยังใช้เวลานานขนาดนี้ แล้วเราอยากจะพูดภาษาที่เราไม่ได้ใช้ทุกวัน คงต้องใช้เวลากันหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราต้องไปอยู่เมืองนอกซะเมื่อไหร่ ทั้งๆที่เป็นวิธีที่ดี วิธี นึงที่จะทำให้เราเป็นเร็วขึ้น ( อ๋อ แน่นอน เพราะว่า เค้าพูดภาษาอังกฤษกันทั้งประเทศ ทั้งวันทั้งคืนพูดไม่ได้ก็แย่แล้ว 555 )
วิธีง่ายๆ ที่อยากแนะนำก็คือ พยายามหัดอ่านพวกป้ายต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษ อัไนไหนอ่านได้ก็แล้วไป อันที่อ่านไม่ออกก็จำไปถามผู้รู้ อันที่ไม่รู้คำแปล ก็เปิดดิก ( เออ นี่ก็อีกวิธีที่ทำให้เก่งภาษาอังกฤษได้ ) หรือไม่ก็ถามคนที่รู้ก็ได้ เวลาไปไหน กับเพื่อนๆ ก็เล่นเกมส์กับเพื่อนๆกันตอนเดินทางก็ได้ อย่างพวกทายคำศัพท์อะไรอย่างเนี้น แป็บเดียวก็เก่ง จนคุณงง
สำหรับคนที่เก่งอยู่แล้วเราก็สามารถเก่งขึ้นได้ โดยทำตัวเป็นที่พึ่งที่ดี ให้กับน้องๆ หรือเพื่อนๆ ในการบอกความหมายหรือแนะนำต่างๆ อันที่ไม่รู้ ก็บอกไปเลยว่า ไม่รู้ ( เพราะไม่มีใครรู้ทุกอย่างหรอกน่า ) แต่ก็บอกว่า จะไปค้นมาให้ ทำตัวแบบนี้ นอกจากจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้นแล้ว ยังได้มิตรภาพกลับมาเป็นของแถมอีกต่างๆ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คิดออกกันมั่งหรือเปล่า ว่า เราจะฝึกฝนภาษาอังกฤษได้ยังไงบ้าง เท่าที่ผมนึกออกก็น่าจะมี การอ่านบทความภาษาอังกฤษ ( แบบออกเสียง หรือไม่ออกก็ได้ แต่ถ้าออกเสียง เราจะได้ฝึกสำเนียงด้วย ซึ่งอันนี้ วิธีนี้ Highly Recommend ) เล่น เกมส์ เกี่ยวกับการเพิ่มพูนศัพท์ อย่าง สแคร๊บเบิลก็ได้ หรือ Hangman ก็น่าจะดี ( โอ๊ย เราสามารถหาเกมส์พวกนี้ ได้ จากคอมพิวเตอร์ที่ทำงานของพวกเรานั่นแหละ ( แต่ต้องตอนว่างนะ ไม่ใช่เอาเวลางานไปเล่น โดนด่า แล้วจะมาโทษกันไม่ได้เน้อ 5555) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ หรือพวกนิตยสาร เดี๋ยวนี้ก็เห็นมีเยอะแยะ เราอาจจะเลือกหัวข้อที่เราสใจ อย่างดูดวงเค้าก็ทายกันแม่นจะตายไป หัดเอามาอ่านมั่งก็ดี
ดูหนังก็เป็นอีกวิธีนึง แต่อาจเปลืองหน่อย ดูหนังที่เป็น SoundTrack นะ ไม่ใช่พากษ์ไทย พยายามฟังหน่อย ข่าวก็อีก ฟังเข้าไป ไม่นานคุณจะประหลาดใจว่า เฮ้ย เราฟังรู้เรื่องแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อยมือแล้ว ขอต่อคราวหน้านะครับ

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

Phonics 1 ( 06 March 2009)

จากประสบการณ์ที่ผมเคยได้มีโอกาสสอนให้เด็กไทยหัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ทำให้ผมรู้ว่า จริงๆแล้วปัญหาหนึ่งของการศึกษาของระบบการศึกษาของไทยก็คือ เด็กไทยอ่านหนังสือไม่ออก ขอย้ำว่า อ่านหนังสือไม่ออกจริงๆ ผมเคยสอนนักเรียนระดับมัธยมต้นของโรงเรียนแห่งหนึ่ง แปลกใจว่าทำไมเด็กตัวโตขนาดนี้ อ่านไม่ออกแม้แต่คำง่ายๆ ตอนแรกผมนึกว่าเด็กแกล้ง เลยลองเอาแบบเรียน( ภาษาไทยให้ลองอ่านดู แต่เป็นวรรณคดีไทย ) ปรากฏว่าเด็กจะอ่านจากความทรงจำ หมายความว่า ถ้าเด็กเคยเห็นคำนั้นมาก่อนและจำได้ว่า เคยอ่านคำนั้นได้ ก็จะจำได้ ออกเสียงได้ แต่ถ้าคำนั้น ไม่เคยเห็นมาก่อน ให้เวลาผสมคำเท่าไหร่ก็อ่านไม่ออก ยกตัวอย่างเช่น เคยเห็นคำว่า น้ำ ก็สามารถอ่านออกได้ แต่พอเราแกล้งเขียนเป็นคำว่า ม้ำ เด็กคนเดิม บอกว่า อ่านไม่ออก
ลองนึกดู ก็เหมือนกับการสอนผู้ใหญ่เหมือนกัน ต้องขอบอกว่า ปัญหาที่ว่า ไม่ได้เกิดกับเด็กไทยเท่านั้น ผู้ใหญ่ไทย หลายคน ( ที่ไม่ใช่ GHB staffs นะ 5555 ) ก็อ่านไม่ยักจะออก แฮะ ทั้งๆที่การอ่านหนังสืออก โคตรจะจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมากๆๆๆๆๆ เพราะ เอกสาร การติดต่อ กับผู้คน แม้แต่ อินเตอร์เน็ต ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่า เป็นแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ยังพึ่งพาการอ่านเป็นส่วนใหญ่
การอ่านหนังสือออก นอกจากจะมีประโยชน์ในการของการพัฒนาความรู้ความสามารถ การติดต่อสื่อสารแล้ว ยังสามารถทำให้โชคลาภเข้ามาตัวเราได้ด้วยนะ อย่างเช่น เราอาจจะไปอ่านเจอคอลัมน์อะไรเด็ดๆ แล้วเรารู้คำตอบ ( ที่ได้จากการอ่านนั่นแหละ ) พอเราส่งไปชิงรางวัลก็ได้รางวัลมาอะไรเทือกเนี้ย ตัวอย่างนี้รู้สึกจะเว่อร์ไปหน่อย 5555 เอาล่ะ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าการอ่านหนังสือออก ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้ถึงเพียงนี้ เราก็มาออกเสียงภาษาอังกฤษกันเถอะนะ
ทีนี้ จะอ่านแบบธรรมดา เราก็คงเข้าใจภาษาของเราคนเดียว ไหนๆจะอ่านหนังสือทั้งที เราคงอยากจะอ่าน หรือ ออกเสียง ให้คนที่รู้ภาษาอังกฤษ เข้าใจว่า เราจะพูดว่าอะไรถูกมั๊ย อย่างเช่นคำว่า Vanilla ร้อยทั้งร้อย คนไทยจะอ่านว่า วะ-นิ-ลา รับรองว่า พอไปถึงเมืองนอก แล้วอยากกินไอศกรีม รสนี้พูดจนคอโป่งก็ไม่ได้กิน เพราะคำนี้ คนทั่วโลกเค้าออกเสียงกันว่า ว่ะ-นิ้ล-หล่า ( ที่เขียนนี่ ก็ไม่เหมือนที่ออกเสียงจริงนะ แต่หาตัวหนังสือภาษาไทยที่ออกเสียงใกล้เคียงกว่านี้ไม่เจอ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากรู้ ต้องเข้าเรียนนะครับ ทุกวันศุกร์ เวลา 11.45-13.15 น, ชั้น 14 โฆษณาซะเลย 5555)
ตัวอย่างนึง ที่ผมชอบยกตัวอย่างให้นักเรียนฟังก็คือ กรณีคนไทยใหญ่ที่เข้ามาทำงานที่ กทม แล้วพูดไม่ชะ ( ไม่ชัด ) เวลาพูดอะไร ไม่มีตัวสะกด อย่าง จะบอกว่า วันนั้น ฉันไปกินข้าว อร่อยมาก เรามักจะได้ยินคนเค้าล้อกันว่า วาน้า (วันนั้น ) ช้าปากีข้า ( ฉันไปกินข้าว ) อาหร่อม่าม่า ( อร่อยมากๆ ) ถามจริงๆว่า ในฐานะคนไทย พอได้ยินแบบนี้ รับรองว่าเราจะพยายามฟังให้ได้ว่า คนพูดพยายามจะสื่อสารอะไร ในที่สุดเราก็พอจะเข้าใจได้( มั๊ง ) ว่า วันนั้น คนพูดไปกินข้าว อร่อยมาก ทำนองเดียวกัน เวลาฝรั่งฟังคนไทย( ที่พูดไม่ชัด ) พูดภาษาอังกฤษ ถ้าไม่น่าเกลียดจนเกินไป คนฟัง( ฝรั่ง ) ก็จะพอเดาได้เหมือนที่เราเดาคนไทยใหญ่พูดน่านแหละ คือพอรู้เรื่อง แต่ในใจเค้าจะคิดยังไง หารู้ไม่ ( แต่คงไม่ใช่ชื่นชมแน่ๆ ) รู้อย่างนี้แล้ว เรายังจะ พู่พาสาอากิม่าชะ ( พูดภาษาอังกฤษไม่ชัด ) อีกหรือ
สรุปก็คือว่า การออกเสียงภาษาอังกฤษให้ชัด มีความสำคัญกับการพูดและการฟังอย่างยิ่ง ถ้าเราออกเสียงไม่ถูกต้อง ผู้ฟังก็จะฟังเราไม่เข้าใจและเราก็จะฟังผู้พูดที่เป็นเจ้าของภาษาไม่เข้าใจด้วยเหมียนกัน หลายๆครั้งที่เรามักจะออกเสียงภาษาอังกฤษที่เป็นสำเนียงไทยจนเคยชิน เมื่อต้องพูดกับชาวต่างชาติเราก็จะออกเสียงนั้นๆ ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติฟังแล้วงงๆ ไป ( แม้จะพยายามเดาแบบสุดฤทธิ์ ) หรือหลายๆ ครั้งเราไม่ได้ออกเสียงท้ายของคำเพราะไม่เห็นความจำเป็น ( อันนี้คนไทยเป็นเยอะมากกกกก เพราะภาษาเราไม่มีเสียงท้าย เราก็เลยไม่รู้ว่ามันจะออกไปทำไม แต่ภาษาอังกฤามันมี นี่แหละ ปัญหาแหละ ) หรือไม่อย่างนั้นพอออกเสียงถูกต้อง ก็ถูกคนรอบข้างมองว่าดัดจริตไปนั้นเลย เราต้องมาปรับความเข้าใจกันใหม่นะครับ ถ้าต้องการพูดภาษาอังกฤษให้เพราะ ให้ดี ให้เหมือนเจ้าของภาษาก็ต้องพยายามออกเสียงให้เหมือนหรือคล้ายเจ้าของภาษาที่สุด จะสำเนียงไหนก็แล้วแต่ขอให้ความถูกต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าจะสอนเด็กๆ แล้วยิ่งสำคัญเพราะเขาจะจำในสิ่งที่เราสอนครั้งแรกไม่มีวันลืมเลือนเลย ถ้าสอนถูกแต่แรก รับรองว่าสิ่งนั้นจะติดตัวเขาไปตลอดชาติ ปู๊นเลย
เรามาเริ่มกันจาก A B C กันเลยนะครับ
Alphabet ตัวอักษรภาษาอังกฤษเราทราบกันแล้วว่ามีทั้งหมด 26 ตัว
แบ่งเป็น พยัญชนะ 21 ตัว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Consonants และสระอีก 5 ตัว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Vowels
ตัว A ตัว B ตัว C เมื่อเรายังเด็กๆ คุณครูสอนให้เราเรียกชื่อว่า เอ บี ซี นั้น คุณครูสอนถูกแล้วนะครับ แต่เสียงจริงๆของมันนั้น เป็นอย่างนี้นะครับ
Vowels สระมีทั้งเสียงสั้น และเสียงยาว
สระเสียงสั้น Short A sound เช่นคำว่า apple เราออกเสียงว่า แอะพ - เพิล เสียงของ ตัว A เสียงสั้นจึงเป็นเสียง แอะ
ยกตัวอย่างเช่น : hat cat rat fat mat bat ( แฮะท แคะท แระท แฟะท แมะท แบะท ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ที่ผมเขียนแบบนี้ ไม่ใช่ว่า ผมไม่รู้ว่าภาษาไทยเขียนยังไง แต่อยากเขียนให้เห็นเสียงที่ซ่อนอยู่ในคำนั้นๆว่า มีเสียง แอะ ซ่อนอยู่ครับ อย่าได้จำไปใช้ในชีวิตประจำวันเด็ดขาดนะครับ 55555 )
Short E sound เช่น egg เราอ่านคำนี้ว่า เอ็ก เสียงของ e เสียงสั้นจึงเป็นเสียง เอะ
ยกตัวอย่างเช่น : bed red bell ten hen pen web ( เบะด เระด เบะล เทะน เฮะน เพะน เวะป เป็นต้น )
Short I sound เช่น ink เราอ่านคำนี้ว่า อิงค เสียงของ i เสียงสั้นจึงเป็นเสียง อิ
ยกตัวอย่างเช่น : pig wig dish fish gift ( พิก วิก ดิช ฟิช กิฟท )
Short O sound เช่น fox เราอ่านคำนี้ว่า ฟอกซ เสียงของ o เสียงสั้นจั้งเป็นเสียง เอาะ หรือ ออะ
ยกตัวอย่างเช่น : box ox mop sock lock clock top doll ( บอะกซ์ ออะกซ์ มอะพ ซอะค ลอะค คลอะค ทอะพ ดอะล )
Short U sound เช่น duck เราอ่านคำนี้ว่า ดัค เสียงของ u เสียงสั้นคือเสียง อะ
ยกตัวอย่างเช่น: bug bus sub cub truck ( บะก บะส ซะบ คะพ ทระค )
วันนี้ขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ เมื่อยมือสุดทนแล้วครับ แล้วมาต่อกันคราวหน้านะครับ

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

Noun 1

วันนี้ ประเดิมด้วยเรื่องเบาๆ คือเรื่อง คำนาม จริงๆแล้วจะว่าไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดในภาษาอังกฤษ และ ภาษาไทยด้วย ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ได้ ต่อไป ก็จะเข้าใจเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้น จะสามารถอ่าน บทความภาษาอังกฤษยาวๆได้โดยเข้าใจดีกว่าเดิม เพราะต่อไปเราจะรู้แล้วว่า ในประโยคๆหนึ่งๆนั้น มักจะมีคำนามอยู่ด้วยอย่างน้อยก็ซักคำสองคำแหละน่า
คำนาม หรือ Noun นั้น ง่ายมากๆ คนตั้งชื่อว่า นาม นี่ก็เก่งมากๆเลย เพราะนาม แปลว่า ชื่อ ซึ่งชื่อก็หมายถึง คำที่เราใช้เรียกสิ่งต่างๆนั่นเอง ลองนึกดูสิว่า ถ้าเกิดเราเข้าป่าแล้วไปเจอสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีจมูกยาวๆ มีเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว แต่ไม่มีใครตั้งชื่อให้มัน เวลาเราพูดถึงมันก็จะตั้งบรรยายลักษณะจนเมื่อยปาก ( ในบางครั้งอาจต้องเมื่อยมือด้วย 5555 ) ดีนะที่มีคนเรียก หรือตั้งชื่อมันว่า Elephant ซึ่งทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะ จริงมั๊ยครับ
Noun นี่จะว่าไป ที่เราเคยเรียนมา ก็มี คน ( Man woman girl boy police etc.) สัตว์ ( ant , cat , parot etc ) สิ่งของ ( Table , desk , lamp etc.) ที่เรารู้กันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ นอกจากนี้ ก็ยังมีคำที่แสดงถึงสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ด้วยนะ อย่าง Air , Universe , Space ,Sincerity เป็นต้น
เอาล่ะ ตอนนี้ เราก็รู้จัก คำนามกันอย่างคร่าวๆแล้ว คราวหน้าเราจะมาดูคำที่เกี่ยวข้องกับคำนาม และ มักจะอยู่กับคำนามอย่างกับเงาตามตัว ยังไม่บอกว่าอะไร แต่ขอบอกว่า เงาทีว่านี่ มีไม่น้อยเลยล่ะ

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

The First day , Nice to see you again !!! วันแรก ดีใจที่ได้เจอกันอีก

วันนี้ เป็นวันแรกของ ชมรม ภาษาอังกฤษ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะบันทึกเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนอ่านได้ฝึกแปลและทำความเข้าใจ แต่เขียนๆไปเกรงว่า คนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษน้อยจะไม่เข้าใจ เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นภาษาไทยแทน เอาเป็นว่า จะคอยแทรก เป็นระยะๆก็แล้วกันเพื่อให้ค่อยๆปรับตัว
บทเรียนในวันนี้ ไม่มีอะไรมาก เพราะเป็นวันแรก ทุกคนก็อาจจะกำลังปรับตัวกับกระบวนการเรียนการสอนอยู่ วันนี้ อยากจะขอเล่าซัก สองเรื่อง นะครับ
หนึ่ง เรื่องการออกเสียง และการสะกดคำของคนไทย จากประสบการณ์ของผมเอง น่าแปลกใจว่า เด็กนักเรียนสมัยนี้ จน มัธยมแล้วก็ยังอ่านหนังสือไม่ออกทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ งงมากๆ เคยให้นักเรียน มัธยมต้นโรงเรียนหนึ่ง อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ให้ฟัง ปรากฏว่า อ่านไม่ออก เป็นบางคำ บางคำเป็นคำง่ายๆ ถามดู ได้ความว่า คำที่อ่านไม่ออกเป็นคำที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยอ่านไม่ได้ ฟังดูเผินๆก็น่าจะโอเค อ้าว ก็ไม่เคยอ่านจะอ่านได้ไง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้า เราอ่านหนังสือออก คำที่ไม่เคยเห็นก็ต้องมีหลักในการผสมคำให้อ่านเป็นคำให้ได้
อย่างเช่น คำว่า ขนุน เราจะอ่านว่า ขะ-นุน หรือ ขะ-หนุน คนที่เคยเห็นคำนี้มาก่อน อ่านได้ทันทีว่า ขะ-หนุน ส่วนคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้ารู้จักหลักการอ่านที่ถูกต้อง ก็จะสามารถอ่านได้ทันทีเช่นกัน ปัญหาจึงเกิดกับคนที่ไม่เคยเจอคำนี้มาก่อน และไม่รู้วิธีการอ่าน ก็จะอ่านไม่ออก ( ไม่เชื่อเอาคำนี้ไปลองให้เด็กที่อานไม่ออก ทดลองดูก็ได้ ) อีก คำตัวอย่างคือคำว่า พระพรหม คนที่อ่านภาษาไทยไม่ออก อยากให้ลองอ่านดูจริงๆ ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน มันก็มีหลักการอ่านเป็นคำ เป็นเสียงต่างๆ เอาอย่างนี้นะครับ วันนี้ เราได้เริ่มคุยกัน เกี่ยวกับเสียง สระในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีตัวอักษรที่เป็นสระ แบบที่เราเคยเรียนมาตอนเด็กๆอยู่ 5 ตัว คือ A E I O U ซึ่งเราเคยถูกสอนมาตั้งแต่เล็กๆว่าอ่านว่า เอ อี ไอ โอ ยู ซึ่งไม่ผิดนะครับ เพราะนั่นคือ เสียงที่เราใช้เรียกตัวอักษรนั้นๆ พูดง่ายๆว่าเป็นชื่อตัวอักษรนั่นเอง แต่ว่าจริงๆแล้ว เสียงของมัน ขอเน้นว่า เสียงต้องออก ดังนี้ครับ
A ออกเสียงว่า แอะ
E ออกเสียงว่า เอะ
I ออกเสียงว่า อิ
O ออกเสียงว่า เอาะ
U ออกเสียงว่า อะ
กรุณาอย่าเพิ่งเถียงหรือบ่นอะไรทั้งสิ้น ว่าเฮ้ย ทำไม ไม่เหมือนที่เคยเรียนตอนเด็กๆ ใครบอกล่ะ ว่าไม่เหมือน เหมือนเปี๊ยบเลย เพราะว่า ชื่อเรียกว่า เอ อี ไอ โอ ยู ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ เราจะมาคุยกันเรื่องเสียงสระต่างหาก คุณครูที่โรงเรียนอาจไม่เคยบอกต่างหาก วันนี้ เราเอามาบอกแล้ว รีบจดรีบจำซะนะครับ เพราะ อันนี้สำคัญสุดๆเลย เนื่องจากเป็นก้าวแรกในการหัดผสมคำให้อ่านได้อย่างถูกต้อง คำศัพท์ที่เราไม่เคยเห็น เราก็จะสามารถอ่านให้ถูกต้องได้ มากกว่า 95% ( ที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เพราะมันยังมีคำยกเว้นครับ ภาษาไทยเองยังมีเลย อย่าง พระพรหม ที่เรายกตัวอย่างไปเมื่อกี๊ไง แหม อชบจริงๆเลยคำนี้ เอามาพูดได้หลายที 555 เราจะมาดันทุรังอ่านว่า พระ พร หม ก็คงแปลกๆนะครับ ต้องอ่านว่า พระ-พรม จึงจะถูกต้อง )
วันนี้ เมื่อยมือแล้ว ขออนุญาตมาต่อวันหน้านะครับ ก่อนจบ ขอแทรกเรื่องการทักทายเป็นภาษาอังกฤษ อีกนิดนะครับ เพราะ คิดว่าบางท่านอาจยังไม่ทราบ
การทักทายในภาษาอังกฤษ มีวิธีการทักทายกันหลายแบบ ตามแต่ช่วงเวลา คล้ายๆกับภาษาไทย แต่เราอาจชอบพูดแค่คำว่า หวัดดี หรือ สวัสดี ส่วนภาษาอังกฤษ การทักทาย แบ่งตามช่วงเวลาที่เจอกัน แบบนี้ครับ
Good morning ใช้ในตอนเช้า ( ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึง 11.59 น.)
Good afternoon ใช้ในตอนหลังเที่ยง ( ตั้งแต่ 12.01 น. เป็นต้นไป )
Good evening ใช้ในตอนเย็น ( เวลาไม่ค่อยแน่นอน เอาเป็นว่า ตั้งแต่ตอนเย็นๆ ไปจนดึกๆก็ยังใช้ได้อยู่ )
Good night เจ้านี่สำมะคัญ เพราะว่า เราคิดว่า เจอกันตอนดึก ต้อง Good night ไม่ใช่นะครับ คำนี้ เอาไว้พูดเวลา จากกัน ตอนกลางคืนเท่านั้น อย่าใช้สับกับ Good evening เป็นอันขาดล่ะ อายเค้าตายเลย
Hi! ใช้กับคนกันเอง ไม่เป็นทางการ
Hello! ใช้ได้ทั่วไป ไม่ค่อยทางการเท่าไหร่
ยกตัวอย่างการเวลาเจอกัน เช่น
Good morning. how are you?
อรุณสวัสดิ์ คุณสบายดีหรือ
How are you today?
วันนี้คุณเป็นอย่างไรบ้าง
What about you?
คุณเป็นอย่างไรบ้างล่ะ
Long time no see. how about you?
ไม่ได้เจอกันนานนะ คุณเป็นอย่างไรบ้าง
ทีนี้ เวลาตอบ เราก็ตอบได้หลากหลาย
I'm fine, thank you and you? อันนี้คนไทย ถนัด เพราะถูกสอนแบบนี้ มาแต่เด็ก รวมทั้งตัวผมเองด้วย 5555
ฉันสบายดี ขอบคุณครับ แล้วคุณล่ะ
I'm o.k.
ฉันสบายดี (ใช้ตอบสำหรับคนที่คุ้นเคยกัน)
Not bad.
ก็ไม่เลวนักหรอกครับ
Very well, thanks.
สบายดีเลยล่ะ ขอบใจ
So bad, I have got a cold.
แย่หน่อยครับ ผมเป็นหวัด
ตัวอย่างการสนทนา เช่น
A : Good morning, how are you?
สวัสดีครับ สบายดีหรือครับ
B : I'm not quite well.
ไม่ค่อยดีนักหรอกครับ
A : What's the matter?
มีเรื่องอะไรหรือครับ
B : I have a fever.
ผมมีไข้ครับ
A : I'm sorry to hear that.Why don't you go to see the doctor?
ผมเสียใจด้วยนะที่ได้ยินอย่างนั้น ทำไมคุณไม่ไปหาหมอล่ะ
B : I think maybe this afternoon.
ผมคิดว่าบางทีอาจเป็นบ่ายนี้ล่ะครับ
A : I hope you get better soon.
ผมหวังว่าคุณคงสบายดีขั้นเร็ว ๆ นี้นะครับ
B : Thank you. Where're you going?
ขอบคุณครับ แล้วคุณกำลังจะไปไหนครับ
A : I'm going to the office.
ผมกำลังจะไปที่ทำงาน
B : Well, have a nice day.
งั้น ก็ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะ
A : Thank, see you later.
ขอบคุณ แล้วพบกันใหม่นะครับ
B : Bye!
ลาก่อนครับ